เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator) มีกี่ประเภท?

เครื่องช่วยหายใจ Ventilator

เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถหายใจได้เอง หaรือหายใจได้ไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพ หรือหายใจไม่สะดวก สามารถกลับมาหายใจได้เป็นปกติอีกครั้ง โดยในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเครื่องช่วยหายใจ 3 ประเภท อันได้แก่ CPAP, BiPAP และ Volume Controlled Ventilator ตามลำดับ

ประเภทของเครื่องช่วยหายใจ (Ventilator)

1) เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกต่อเนื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure)

DreamStation Go Auto CPAP finger touched

เครื่องช่วยหายใจ CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) คือ เครื่องช่วยหายใจประเภทควมคุมด้วยแรงดันประเภทหนึ่ง ที่ใช้รักษาอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea, OSA) โดยเครื่อง CPAP  สามารถรักษาอาการนอนกรนได้ทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการในระดับปานกลางถึงรุนแรง (Moderate to Severe OSA)

ข้อดีของเครื่องช่วยหายใจประเภทนี้คือ ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย มีขั้นตอนการใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน และที่สำคัญเลยคือสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก

2) เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันสองระดับ BiPAP (Bi-level Positive Airway Pressure)

Philips DreamStation BiPAP

เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันสองระดับ BiPAP (Bi-level Positive Airway Pressure) คือ เครื่องช่วยหายใจประเภทควมคุมด้วยแรงดันประเภทหนึ่ง ที่สามารถตั้งให้ระดับแรงดันอากาศในจังหวะหายใจเข้าที่เรียกว่า IPAP (Inspiratory Positive Airway Pressure) และระดับแรงดันอากาศในจังหวะหายใจออกที่เรียกว่า EPAP (Expiratory Positive Airway Pressure) มีค่าที่แตกต่างกันได้ โดยจะตั้งให้ค่าแรงดัน IPAP สูงกว่า EPAP เสมอ นิยมใช้ในผู้ป่วยดังนี้

  • ผู้ที่มีอาการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับขั้นรุนแรง
  • ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจที่ยังสามารถหายใจด้วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น
    • ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
    • ผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง (Acute Exacerbation of COPD)
    • ผู้ป่วยที่มีภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด (Hypercapnic)
    • ผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องก๊าซออกซิเจนในเลือด (Hypoxic Respiratory Failure
    • ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำท่วมปอดจากหัวใจทำงานล้มเหลว (Cardiogenic Pulmonary Edema)

เครื่องช่วยหายใจ BiPAP มีตั้งแต่รุ่นระดับพื้นฐาน ใช้กับผู้ป่วยที่ไม่เจาะคอ (Non-invasive ventilation) ไปจนถึงรุ่นที่มีการทำงานซับซ้อนซึ่งสามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยเจาะคอ (Non-invasive ventilation) ได้

หมายเหตุ: หากเราแบ่งการใช้เครื่องช่วยหายใจตามประเภทของการส่งอากาศเข้าสู่ร่างกาย จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

  1. Invasive Ventilation หมายถึงการใช้เครื่องช่วยหายใจ ผ่านทางท่อเจาะคอ สำหรับผู้ป่วยที่ต้องช่วยหายใจมากกว่า 20 ชั่วโมงต่อวัน
  2. Non-invasive Ventilation (NIV) หมายถึง การใช้เครื่องช่วยหายใจผ่านทางหน้ากากครอบผู้ป่วย เหมาะกับผู้ป่ วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเฉพาะเวลากลางคืน หรือต้องการช่วยหายใจน้อยกว่า 12-16 ชั่วโมงต่อวัน

เครื่อง Philips BiPAP รุ่น A40 สามารถใช้ได้ทั้งผู้ป่วยใส่หน้ากากและผู้ป่วยเจาะคอ

3) เครื่องช่วยหายใจชนิดควบคุมด้วยปริมาตร (Volume Controlled Ventilator)

Philips Trilogy Ventilator

เครื่องช่วยหายใจชนิดควบคุมด้วยปริมาตร หรือ Volume Controlled Ventilator เป็นเครื่องช่วยหายใจขนาดใหญ่ มักใช้ในโรงพยาบาล เป็นเครื่องช่วยหายใจที่สามารถแสดงกราฟการหายใจต่างๆ ได้ เช่น Airway Pressure,Time flow,Time volume,Time pressure-volume loop และ Volume-flow loop ได้ โดยใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

เครื่องช่วยหายใจประเภทนี้สามารถควบคุมได้ทั้งปริมาตรและความดัน มีระบบการทำงานที่ซับซ้อนกว่าเครื่องช่วยหายใจ 2 ประเภทข้างต้น ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจขั้นรุนแรง ผู้ป่วยที่ต้องใช้ท่อเจาะคอ (Invasive ventilation) รวมถึงผู้ป่วยที่ไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ ทั้งแบบตลอดเวลาหรือบางขณะ

หลักการทำงานของเครื่องช่วยหายใจ

เป็นขบวนการของการดันอากาศเข้าไปยังด้านในร่างกายของผู้ป่วย โดยอาศัยความดันบวก ซึ่งมีลักษณะแรงดันอย่างสม่ำเสมอตามการตั้งค่า และสภาพร่างกายที่แตกต่างออกไปตามแต่ละบุคคล

จะทราบได้อย่างไรว่าเครื่องช่วยหายใจประเภทใดเหมาะกับตนเอง

การรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจนั้น ในเบื้องต้นจะพิจารณาจากโรคและระดับความรุนแรงของผู้ป่วย เช่น สำหรับผู้ที่มีอาการนอนกรนระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจมีหรือไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับร่วมด้วย แพทย์ก็แนะนำเป็นเครื่อง CPAP

หากเป็นผู้ที่มีอาการนอนกรนขั้นรุนแรง และมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับร่วมด้วย ก็จะแนะนำเป็นเครื่อง BiPAP รุ่นพื้นฐานที่มีฟังก์ชั่นการทำงานไม่ซับซ้อนมากนัก

ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในระดับที่ยังพอหายใจด้วยตนเองได้ และไม่ต้องเจาะคอ แพทย์ก็จะแนะนำเป็นเครื่องช่วยหายใจ BiPAP ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ซับซ้อนขึ้นมาอีก เช่น มีระบบ Backup Rate ที่สามารถให้เครื่องช่วยในการหายใจให้ผู้ป่วยได้อัตโนมัติหากผู้ป่วยมีอัตราการ หายใจช้ากว่าค่าที่กำหนดไว้ หรือมีระบบให้เครื่องสามารถปรับระดับแรงดันให้เองโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้ค่าปริมาตรอากาศในปอด (Tidal volume) ตามที่แพทย์ต้องการ เป็นต้น

ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยภาวะวิกฤติ ที่มีอาการขั้นรุนแรง หรือไม่สามารถหายใจได้ด้วยตนเอง (ทั้งแบบตลอดเวลาหรือบางขณะ) เช่น ผู้ป่วยในห้อง ICU แพทย์ก็จะให้ใช้เป็นเครื่องช่วยหายใจชนิดควบคุมด้วยปริมาตร ซึ่งจะมีการทำงานที่หลากหลายและซับซ้อนมาก ซึ่งผู้เขียนขอไม่กล่าวถึงรายละเอียดในบทความนี้ครับ

หากท่านใดที่ยังกังวลและไม่แน่ใจว่าเครื่องช่วยหายใจประเภทใดที่เหมาะสมกับตนเองก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด แพทย์ที่รักษาท่านจะเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดว่าควรใช้เครื่องประเภทไหน และตั้งค่าอย่างไร จากนั้นท่านสามารถมาปรึกษากับบริษัทตัวแทนจำหน่ายเกี่ยวกับเครื่องช่วยหายใจในรายละเอียด ราคา และคุณสมบัติเครื่องรุ่นต่างๆ ได้ บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่คอยให้คำแนะนำตลอดการใช้งาน และจะช่วยท่านปรึกษากับแพทย์ถึงรายละเอียดการตั้งค่าเครื่องให้แก่ท่านอีกด้วยครับ

"แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า BiPAP รุ่นไหนเหมาะกับคนไข้มากที่สุด?" E-Book ฉบับนี้มีคำตอบ

E-Book เปรียบเทียบ BiPAP รุ่นต่างๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

fourteen + nine =