เด็กนอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก สาเหตุเกิดจากอะไร และวิธีแก้ไขให้ถูกวิธี

เด็กนอนกรน

หลายครอบครัวอาจเคยได้ยินเสียงลูกนอนกรน แล้วรู้สึกว่า “คงเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวก็หายเอง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการ เด็กนอนกรน ไม่ใช่เรื่องเล็กเสมอไป โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นเป็นประจำ หรือมีลักษณะเสียงดังผิดปกติ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาระบบทางเดินหายใจที่ซ่อนอยู่โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว

ปัญหานอนกรน

ปรึกษาปัญหาการนอนกรนฟรี!

อย่าปล่อยให้การนอนกรนทำร้ายสุขภาพคุณและคนที่คุณรัก ทีมงาน NK Sleepcare พร้อมดูแล 24 ชม.

ทัก LINE ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

อาการนอนกรนในเด็กมักมาพร้อมกับพฤติกรรมบางอย่าง เช่น หายใจทางปาก นอนหลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นบ่อย เหงื่อออกตอนกลางคืน หรือแม้แต่มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้และอารมณ์ที่เปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “คุณภาพการนอน” ของเด็กกำลังมีปัญหา และอาจส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาว

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจตั้งแต่สาเหตุของ นอนกรนในเด็ก ว่าเกิดจากอะไร อาการแบบไหนที่ควรเริ่มกังวล ไปจนถึงแนวทางการดูแลและวิธีแก้ไขอย่างถูกต้อง เพื่อให้พ่อแม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่า เมื่อไหร่ควรสังเกตต่อ และเมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบแพทย์

เด็กนอนกรน ปัญหาสุขภาพที่ต้องดูแลรักษา

แม้ว่าอาการนอนกรนจะพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 2 – 6 ปี ถือเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงมากกว่าปกติ เนื่องจากโครงสร้างทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ และมักมีต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติเมื่อเทียบกับช่องทางเดินหายใจ เมื่อทางเดินหายใจแคบลง ลมหายใจที่ผ่านเข้าออกจะเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อบริเวณลำคอ ทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่หากเกิดขึ้นบ่อย หรือมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการประเมิน

สิ่งที่ผู้ปกครองจำนวนมากมักเข้าใจผิด คือการคิดว่าเด็กนอนกรนเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่เป็นอันตราย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว อาการนี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการหลายด้าน เช่น การเจริญเติบโต สมาธิ การเรียนรู้ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเด็กที่นอนหลับไม่สนิทจะไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ในบางกรณี เด็กอาจมีอาการง่วงนอนระหว่างวัน หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น หรือมีผลการเรียนที่ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่มีปัญหามาจากคุณภาพการนอนที่ถูกรบกวนจากอาการกรน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

หนึ่งในภาวะที่ควรให้ความสำคัญอย่างมากในเด็กที่มีอาการนอนกรน คือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก หรือที่เรียกว่า Obstructive Sleep Apnea ซึ่งเป็นภาวะที่ทางเดินหายใจเกิดการอุดกั้นเป็นช่วง ๆ ระหว่างการนอนหลับ ส่งผลให้เด็ก “หยุดหายใจชั่วขณะ” โดยที่ผู้ปกครองอาจไม่ทันสังเกต

ลักษณะอาการที่พบได้ เช่น เสียงกรนดังสลับกับช่วงที่เงียบผิดปกติ ก่อนจะกลับมาหายใจแรงขึ้น สะดุ้งตื่น หรือพลิกตัวบ่อยตลอดคืน เด็กบางคนอาจนอนหลับไม่สนิทอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่แสดงอาการชัดเจน แต่ผลกระทบจะไปแสดงออกในช่วงกลางวันแทน เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในระหว่างนอนหลับ จะส่งผลโดยตรงต่อสมอง ระบบฮอร์โมน และการเจริญเติบโต เด็กอาจมีอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอนง่าย สมาธิลดลง หรือมีพฤติกรรมซุกซนผิดปกติ ซึ่งบางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นภาวะสมาธิสั้น

ในกรณีที่รุนแรงและไม่ได้รับการรักษา ภาวะนี้อาจส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าวัยได้ ดังนั้น หากผู้ปกครองสังเกตว่าเด็กมีอาการนอนกรนร่วมกับพฤติกรรมผิดปกติ ควรให้ความสำคัญและพิจารณาเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมการทำความเข้าใจว่า เด็กนอนกรนอันตรายไหม จึงไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ “มีเสียงกรนหรือไม่” แต่ขึ้นอยู่กับความถี่ ความรุนแรง และอาการร่วมอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องประเมินอย่างรอบด้านเพื่อให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างตรงจุดที่สุด

การนอนกรนในเด็ก
รูปที่ 1 ภาพ ต่อมทอนซิล 2 ข้าง

ปัญหาเด็กนอนกรน สาเหตุเกิดจากอะไร?

อาการเด็กนอนกรน เกิดจากการที่ทางเดินหายใจส่วนต้นเกิดการตีบแคบหรืออุดกั้นบางส่วน ทำให้อากาศที่ผ่านเข้าออกเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อบริเวณลำคอ เช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือผนังคอ จนเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น โดยสาเหตุของนอนกรนในเด็กมักมีความเกี่ยวข้องกับ “โครงสร้างทางกายภาพ” และ “ภาวะสุขภาพ” มากกว่าพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว

ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงวัยก่อนเรียน ปัจจัยสำคัญมักมาจากต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ซึ่งไปเบียดทางเดินหายใจให้แคบลง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภูมิแพ้ น้ำหนักตัวเกิน หรือความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า ซึ่งล้วนส่งผลต่อการไหลเวียนของอากาศขณะนอนหลับ

สาเหตุหลักที่พบได้บ่อยในเด็ก ได้แก่

  • ต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โตผิดปกติ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลงโดยตรง
  • ภาวะภูมิแพ้หรือจมูกอักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้เด็กต้องหายใจทางปากเป็นหลัก
  • น้ำหนักตัวเกินหรือภาวะอ้วน ทำให้มีไขมันสะสมบริเวณลำคอ กดทับทางเดินหายใจ
  • โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ เช่น คางสั้น หน้าแคบ หรือภาวะทางพันธุกรรมบางชนิด
  • ความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อ ที่มีผลต่อการควบคุมการหายใจ
ต่อมอะดินอยด์ทำให้เด็กนอนกรน
รูปที่ 2 ภาพของต่อมอะดินอยด์ ซึ่งอยู่ด้านหลังของโพรงจมูก

อันตรายและผลข้างเคียง

อาการนอนกรนในเด็กไม่ใช่เพียงเสียงรบกวนในตอนกลางคืน แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึง “คุณภาพการนอนที่ผิดปกติ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองและร่างกายกำลังพัฒนา หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล อาจนำไปสู่ปัญหาระยะยาวที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและพฤติกรรม

เด็กที่นอนกรนเป็นประจำมักมีการนอนหลับที่ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้พักฟื้นอย่างเต็มที่ ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตจึงถูกหลั่งได้น้อยลง ขณะเดียวกัน สมองที่ไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอในบางช่วงของการนอน อาจกระทบต่อสมาธิและการเรียนรู้ในระยะยาว

ผลกระทบที่พบได้จากอาการนอนกรนในเด็ก ได้แก่

  • พัฒนาการทางร่างกายและสมองล่าช้า เติบโตช้ากว่าวัย
  • สมาธิลดลง เรียนรู้ช้าลง หรือผลการเรียนตกโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีพฤติกรรมซุกซน ก้าวร้าว หรือหงุดหงิดง่ายผิดปกติ
  • ง่วงนอนระหว่างวัน เนื่องจากนอนหลับไม่สนิทในเวลากลางคืน
  • เสี่ยงต่อภาวะหัวใจและความดันโลหิตสูงในกรณีที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย
  • อาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน หรือปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน

วิธีการสังเกตความผิดปกติจากภาวะเด็กนอนกรน

การสังเกตอาการเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่า อาการนอนกรนของลูกอยู่ในระดับปกติหรือเริ่มเข้าสู่ภาวะที่ควรระวัง โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารอาการของตัวเองได้อย่างชัดเจน

โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่มีปัญหานอนกรนมักแสดงอาการทั้งในช่วงเวลากลางคืนและกลางวัน ซึ่งหากผู้ปกครองสังเกตอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถเห็น “รูปแบบความผิดปกติ” ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ได้

สัญญาณที่ควรสังเกตระหว่างการนอนหลับ ได้แก่

  • นอนกรนเสียงดัง หรือมีเสียงกรนไม่สม่ำเสมอ
  • มีช่วงที่เงียบผิดปกติ คล้ายหยุดหายใจ แล้วกลับมาหายใจแรง
  • หายใจทางปากเป็นหลัก หรืออ้าปากขณะนอน
  • นอนกระสับกระส่าย พลิกตัวบ่อย หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก
  • เหงื่อออกมากผิดปกติในขณะหลับ
  • มีอาการหายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม หรือคอบุ๋มขณะหายใจ

นอกจากนี้ พฤติกรรมในช่วงกลางวันก็เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญ เช่น

  • ง่วงนอนง่าย อ่อนเพลียแม้นอนครบเวลา
  • หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน หรือก้าวร้าวมากขึ้น
  • สมาธิสั้น หรือมีปัญหาในการเรียนรู้
  • ปัสสาวะรดที่นอน หรือเข้าห้องน้ำบ่อยในตอนกลางคืน

การตรวจวินิจฉัย

เมื่อผู้ปกครองเริ่มสังเกตว่าเด็กมีอาการนอนกรนที่เกิดขึ้นบ่อย หรือมีสัญญาณผิดปกติร่วมด้วย เช่น หายใจติดขัด นอนกระสับกระส่าย หรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การพาเด็กเข้ารับการตรวจวินิจฉัยถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจ “สาเหตุที่แท้จริง” และสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด

โดยทั่วไป แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ลักษณะการนอน เสียงกรน ความถี่ของอาการ รวมถึงพฤติกรรมในช่วงกลางวัน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกาย โดยเน้นบริเวณศีรษะ ใบหน้า ช่องปาก จมูก และลำคอ เพื่อประเมินโครงสร้างทางเดินหายใจว่ามีการตีบแคบหรืออุดกั้นหรือไม่ ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์บริเวณศีรษะด้านข้าง เพื่อดูขนาดของต่อมอะดีนอยด์ หรือการประเมินระบบหัวใจและปอด หากสงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย

การตรวจที่ถือเป็นมาตรฐานและให้ข้อมูลแม่นยำที่สุด คือการตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep Test ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ของร่างกายในขณะนอนหลับ เช่น การหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด คลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของร่างกาย และอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อประเมินว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ และมีความรุนแรงในระดับใด ปัจจุบัน การตรวจ Sleep Test สามารถทำได้ทั้งในโรงพยาบาล และที่บ้าน Home Sleep Test ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับเด็กและผู้ปกครองมากขึ้น การตรวจที่แม่นยำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านพัฒนาการ และช่วยให้เด็กกลับมามีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

แนวทางการดูแลเด็กนอนกรน

การดูแลรักษาอาการ เด็กนอนกรน จำเป็นต้องพิจารณาจากสาเหตุเป็นหลัก เนื่องจากแต่ละกรณีมีปัจจัยที่แตกต่างกัน การรักษาที่เหมาะสมจึงอาจไม่เหมือนกันในทุกคน โดยแนวทางการดูแลสามารถเริ่มได้ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม ไปจนถึงการรักษาทางการแพทย์ในกรณีที่มีความรุนแรง

ในเด็กที่มีอาการไม่รุนแรง การดูแลเบื้องต้นสามารถช่วยลดอาการนอนกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ในกรณีที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจชัดเจน หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติม

แนวทางการดูแลและรักษาที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปรับพฤติกรรมการนอน เช่น ให้เด็กนอนตะแคง เพื่อลดการอุดกั้นของทางเดินหายใจ
  • ควบคุมน้ำหนักในกรณีที่เด็กมีภาวะน้ำหนักเกิน เพื่อลดแรงกดทับบริเวณลำคอ
  • รักษาอาการภูมิแพ้หรือจมูกอักเสบ ด้วยยาพ่นจมูกหรือยาตามคำแนะนำของแพทย์
  • ดูแลสภาพแวดล้อมในห้องนอน เช่น ลดฝุ่น สารก่อภูมิแพ้ และรักษาความสะอาดของเครื่องนอน
  • การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ (Adenotonsillectomy) ในกรณีที่มีการอุดกั้นชัดเจน
  • การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ เช่น เครื่อง CPAP หรือ BiPAP ในกรณีที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ในส่วนของการใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างเครื่อง CPAP หรือ BiPAP มักพิจารณาในกรณีที่เด็กมีอาการรุนแรง หรือไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่งตลอดการนอนหลับ ลดการหยุดหายใจ และช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทาง

การติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม และลดความจำเป็นในการรักษาที่ซับซ้อนในอนาคต หากดูแลอย่างถูกวิธี เด็กส่วนใหญ่สามารถกลับมานอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ และมีพัฒนาการที่สมวัยได้ในระยะยาว

สรุป

เด็กนอนกรนเป็นอาการที่พบบ่อยมาก และเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย และเป็นได้ตั้งแต่เด็ก แท้จริงแล้ว เสียงกรนเป็นอาการที่บ่งบอกว่า กำลังมีการตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งอาจเป็นตั้งแต่ จมูก ช่องลำคอ โคนลิ้น หรือ บางส่วนของกล่องเสียง ซึ่งเกิดการหย่อนตัวลงเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ จนทำให้เมื่อลมหายใจ ผ่านเนื้อเยื่อดังกล่าว เกิดการสั่นสะเทือนและมีเสียงดังขึ้น

นอนกรนทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก (Pediatric Obstructive Sleep Apnea: OSA) อาจทำให้มีความผิดปรกติทางพัฒนาการ ทั้งทางด้านร่างกาย และสติปัญญา ทำให้เติบโตช้า มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือ ซุกซนมากผิดปกติ (Hyperactive)

เด็กบางรายอาจปัสสาวะรดที่นอน และมีผลการเรียนแย่ลง หรือมีปัญหาสังคมตามมาได้ นอกจากนี้ถ้าเป็นรุนแรงมากอาจ เป็นสาเหตุและความเสี่ยงของ โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ได้อีกด้วย

อ้างอิงจากบทความเรื่อง นอนกรนในเด็ก…เมื่อลูกรักอาจหยุดหายใจ
โดย รศ.นพ.วิชญ์ บรรณหิรัญ
American Board of Sleep Medicine, Certified International Sleep Specialist
ภาควิชา โสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

หมายเหตุ เนื้อหาทั้งหมดในบทความนี้ ทางบริษัทฯได้รับความยินยอมจากเจ้าของบทความในการเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หากผู้ใดต้องการคัดลอกเนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อไปเผยแพร่ในที่อื่นๆนอกเหนือจากเว็บไซต์ของบริษัทฯ กรุณาแสดงข้อความอ้างอิงถึงเจ้าของบทความและเว็บไซต์ของบริษัทฯด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

ปัญหานอนกรน

ปรึกษาปัญหาการนอนกรนฟรี!

อย่าปล่อยให้การนอนกรนทำร้ายสุขภาพคุณและคนที่คุณรัก ทีมงาน NK Sleepcare พร้อมดูแล 24 ชม.

ทัก LINE ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ