ง่วงนอนมากผิดปกติระหว่างวัน เกิดจากอะไร และควรทำอย่างไร

อัปเดตล่าสุด:

ง่วงนอนตอนกลางวันเกิดจากอะไร

ถ้าคุณต้องฝืนลืมตาระหว่างทำงาน เผลอหลับตอนอ่านหนังสือ นั่งประชุม หรือระหว่างเดินทาง ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ปัญหานี้อาจเป็นมากกว่าความรู้สึกเหนื่อยทั่วไป “ง่วง” หมายถึงมีแนวโน้มจะหลับหรือรักษาความตื่นตัวได้ยาก ส่วน “อ่อนเพลีย” คือรู้สึกหมดแรงหรือไม่มีพลัง แต่ไม่จำเป็นต้องหลับ ทั้งสองอาการอาจเกิดพร้อมกันได้ แต่ไม่ควรใช้แทนกันเสมอไป1,3

อาการง่วงนอนมากผิดปกติระหว่างวันเป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค สาเหตุอาจเริ่มจากเรื่องที่พบบ่อย เช่น นอนไม่พอ เวลานอนไม่สม่ำเสมอ ทำงานเป็นกะ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานยาบางชนิด ไปจนถึงความผิดปกติของการนอนและปัญหาสุขภาพอื่น การประเมินจึงต้องดูทั้งรูปแบบการนอน ยาที่ใช้ อาการร่วม และผลกระทบต่อชีวิต ไม่ควรสรุปสาเหตุจากอาการเดียว1,3

ง่วงนอนมากผิดปกติ ต่างจากอ่อนเพลียอย่างไร

ลองถามตัวเองว่า “ถ้ามีโอกาสนั่งนิ่ง ๆ ตอนนี้ ฉันมีแนวโน้มจะหลับหรือไม่” ถ้าคำตอบคือใช่ หรือเคยเผลอหลับโดยไม่ตั้งใจ นั่นใกล้กับอาการง่วงมากกว่าอ่อนเพลีย3

ง่วง กับ อ่อนเพลีย ต่างกันอย่างไร

ง่วง

มีแนวโน้มจะหลับ หรือฝืนตื่นได้ยาก

หนังตาหนัก เผลอหลับ หรือสมาธิหลุดเพราะกำลังจะหลับ

อ่อนเพลีย

รู้สึกหมดแรงหรือไม่มีพลัง แต่ไม่จำเป็นต้องหลับ

เหนื่อยง่าย ไม่อยากทำกิจกรรม หรือรู้สึกไม่มีแรง

สิ่งที่ควรสังเกตเพิ่มเติมคือ คุณเคยเผลอหลับระหว่างอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ ประชุม โดยสารรถ หรือขับรถเป็นเวลานาน ๆ หรือไม่3,8

ภาวะทางกาย สุขภาพจิต ความเครียด และการนอนไม่ดีอาจทำให้อาการง่วงและอ่อนเพลียเกิดร่วมกันได้ หากอาการต่อเนื่องหรือกระทบชีวิต ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ3

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่แค่ “ง่วงกี่ครั้ง” แต่คืออาการทำให้ทำงาน เรียน เดินทาง สนทนา หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ยากขึ้นหรือไม่ เพราะความง่วงที่กระทบความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ1

ง่วงนอนระหว่างวัน เกิดจากอะไรได้บ้าง

นอนไม่พอ หรือนอนไม่เป็นเวลา

สาเหตุแรกที่ควรทบทวนคือ คุณมีโอกาสนอนเพียงพอจริงหรือไม่ American Academy of Sleep Medicine (AASM) และ Sleep Research Society (SRS) แนะนำให้ผู้ใหญ่สุขภาพดีนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืนอย่างสม่ำเสมอ แต่ความต้องการของแต่ละคนต่างกัน และสุขภาพการนอนยังขึ้นกับเวลา ความสม่ำเสมอ คุณภาพการนอน และการมีโรคการนอนร่วมด้วย ไม่ใช่ดูจำนวนชั่วโมงอย่างเดียว2

การเข้านอนดึก ตื่นเช้า นอนไม่พอหลายวัน หรือเปลี่ยนเวลานอนบ่อย อาจทำให้ง่วงระหว่างวันได้ หากทำงานกลางคืนหรือหมุนเวียนกะ เวลาทำงานอาจไม่ตรงกับช่วงที่ร่างกายควรตื่นและนอนตามธรรมชาติ จึงอาจทำให้นอนได้สั้นลงหรือคุณภาพการนอนลดลง งานวิจัยในแรงงานสหรัฐฯ พบความสัมพันธ์ระหว่างกะกลางคืนกับปัญหาการนอนและความง่วงที่มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานเป็นกะทุกคนจะมีอาการแบบเดียวกัน4

ยา แอลกอฮอล์ สารอื่น และคาเฟอีน

ยาหลายกลุ่มอาจทำให้ง่วง เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้บางชนิด ยาแก้ปวดบางชนิด ยาคลายกังวล และยาทางจิตเวชบางชนิด แต่ผลข้างเคียงแตกต่างกันตามตัวยา ขนาดยา เวลาใช้ และแต่ละบุคคล3

หากสงสัยว่ายาทำให้ง่วง อย่าหยุดยา ลดขนาดยา หรือเปลี่ยนเวลากินเอง ควรนำรายชื่อยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อใช้เอง และอาหารเสริมไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกร ส่วนแอลกอฮอล์อาจเพิ่มความง่วงและทำให้ความสามารถในการขับรถลดลง3,8

คาเฟอีนอาจช่วยให้รู้สึกตื่นชั่วคราว แต่ไม่สามารถชดเชยการอดนอนมาก ๆ หรือทำให้การขับรถขณะง่วงปลอดภัยได้8

การนอนถูกรบกวน แม้นอนครบชั่วโมง

การอยู่บนเตียงนานไม่ได้แปลว่าหลับต่อเนื่องหรือได้การนอนที่ฟื้นฟูร่างกายเสมอไป การหลับยาก ตื่นบ่อย หรือมีความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ อาจทำให้ตื่นมาไม่สดชื่นและง่วงระหว่างวันได้3,7

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น หรือ OSA ก็อาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การนอนถูกรบกวน ควรสังเกตอาการหลายอย่างร่วมกัน เช่น นอนกรนดัง มีคนสังเกตว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือกหรือสำลักขณะหลับ ตื่นบ่อย นอนไม่สดชื่น และง่วงมากในเวลากลางวัน อาการกลุ่มนี้เป็นสัญญาณว่าควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม แต่ยังใช้ยืนยันว่าเป็น OSA ไม่ได้5,7

แบบประเมิน Epworth ช่วยประเมินระดับความง่วง และ STOP-Bang ช่วยคัดกรองความเสี่ยง OSA เบื้องต้น แต่คะแนนจากแบบประเมินไม่สามารถใช้วินิจฉัย OSA ได้ การวินิจฉัยต้องอาศัยการประเมินการนอนร่วมกับการตรวจการนอนหลับที่เหมาะสม5,6

โรคที่ทำให้ง่วงผิดปกติโดยตรง

โรคลมหลับ (Narcolepsy) และภาวะง่วงนอนมากผิดปกติโดยไม่พบสาเหตุชัดเจน (Idiopathic hypersomnia) เป็นความผิดปกติของการนอนที่แพทย์ต้องวินิจฉัยแยกกัน อาการง่วงมากเพียงอย่างเดียวยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นโรคใด แต่ละโรครักษาต่างกัน แพทย์จึงต้องวินิจฉัยให้ชัดก่อนรักษา ไม่ควรซื้อหรือใช้ยากระตุ้นให้ตื่นด้วยตนเอง9,10

ถ้ามีช่วงง่วงรุนแรงหรือเผลอหลับโดยไม่ตั้งใจอย่างฉับพลัน หรือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวเมื่อมีอารมณ์ เช่น หัวเราะ ตื่นเต้น หรือโกรธ ควรเล่ารายละเอียดให้แพทย์ทราบ อาการเหล่านี้เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันโรคลมหลับ10

ปัจจัยสุขภาพอื่น

อาการง่วงหรืออ่อนเพลียอาจสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรืออาการปวดเรื้อรังได้ แต่สาเหตุมีหลายกลุ่มและอาการอาจซ้อนกัน การไล่เช็กรายชื่อโรคด้วยตนเองจึงไม่ช่วยยืนยันว่าเป็นโรคใด3

แพทย์จะเลือกซักประวัติ ตรวจร่างกาย หรือส่งตรวจตามข้อมูลของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างหรือทำ Sleep Test ทุกคน3

ลองเช็กอะไรได้บ้างก่อนพบแพทย์

ลองบันทึกต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจดข้อมูลเท่าที่ทำได้ดังนี้11

  • เวลาเข้านอน เวลาที่คาดว่าหลับ เวลาตื่น และช่วงตื่นกลางคืน
  • การงีบหรือเผลอหลับระหว่างวัน พร้อมเวลาและกิจกรรมขณะนั้น
  • ตื่นมาสดชื่นหรือยังง่วงมาก
  • อาการนอนกรน สะดุ้งเฮือก สำลัก หรือหยุดหายใจที่คนใกล้ชิดสังเกตเห็น5,7
  • ยา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ และเวลาที่ดื่มคาเฟอีน
  • ตารางกะทำงาน วันที่ขับรถไกล หรือทำงานเสี่ยง4,8,12
  • ผลกระทบต่อสมาธิ ความจำ อารมณ์ งาน การเรียน หรือความสัมพันธ์1

ระหว่างเก็บข้อมูล ควรจัดเวลาให้มีโอกาสนอนเพียงพอและพยายามเข้านอนกับตื่นในเวลาที่สม่ำเสมอ หากทำได้ แต่ไม่ควรใช้การปรับตารางนอนเป็นข้ออ้างในการเลื่อนพบแพทย์เมื่ออาการเกิดบ่อย กระทบชีวิตประจำวัน หรือเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ1,2

อย่าหยุดยาด้วยตนเอง อย่าซื้อยากระตุ้นให้ตื่นมาใช้ และอย่าเริ่ม CPAP เพราะคาดเดาว่าตนเองเป็น OSA วิธีดูแลและรักษาที่เหมาะสมต้องเลือกตามสาเหตุที่แพทย์ตรวจพบ3,6,9

เมื่อไรควรพบแพทย์

ควรนัดพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้1,3

  • เผลอหลับหรือเกือบหลับระหว่างวันบ่อย
  • ความง่วงกระทบงาน การเรียน การเดินทาง ความสัมพันธ์ หรือกิจวัตรประจำวัน
  • ยังง่วงมากแม้จัดโอกาสให้นอนเพียงพอและสม่ำเสมอแล้ว
  • มีอาการร่วมที่ชวนสงสัย OSA หลายอย่าง เช่น กรนดัง มีคนเห็นว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือกหรือสำลัก และตื่นมาไม่สดชื่น5,7
  • มีช่วงง่วงรุนแรงหรือเผลอหลับโดยไม่ตั้งใจอย่างฉับพลัน หรือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวเมื่อมีอารมณ์ เช่น หัวเราะ ตื่นเต้น หรือโกรธ อาการนี้เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันโรคลมหลับ10
  • สงสัยว่ายาหรือสารที่ใช้อยู่ทำให้ง่วง

การประเมินไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก Sleep Test เสมอไป แพทย์อาจเริ่มจากประวัติการนอน ยา สุขภาพกายและสุขภาพจิต แล้วเลือกตรวจเพิ่มเติมตามสาเหตุที่สงสัย3

ง่วงแล้วขับรถหรือทำงานเสี่ยง ควรทำอย่างไร

ถ้ากำลังฝืนตื่น สมาธิหลุด รถเริ่มออกนอกเลน หรือเหยียบแถบเตือนข้างทาง อย่าขับต่อ ให้หยุดในจุดที่ปลอดภัยก่อน8

  • เปลี่ยนคนขับ หรือใช้การเดินทางแบบอื่น
  • หากยังง่วงหรือสมาธิไม่พร้อม ไม่ควรกลับไปขับรถหรือทำงานเสี่ยง8, 12
  • ตรวจฉลากยาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากยามีคำเตือนเรื่องง่วงหรือการขับรถ

กาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังอาจช่วยได้เพียงช่วงสั้น ๆ และอาจทำให้รู้สึกว่าตัวเองตื่นกว่าที่เป็นจริง โดยเฉพาะเมื่ออดนอนมาก จึงไม่ควรใช้เป็นเหตุผลให้ขับต่อ8

ความง่วงและความล้าลดความตื่นตัวและเพิ่มความเสี่ยงการบาดเจ็บในการทำงาน หากต้องทำงานกับเครื่องจักร ที่สูง ไฟฟ้า หรือภารกิจอื่นที่ความผิดพลาดอาจทำให้บาดเจ็บ ไม่ควรฝืนทำต่อ ควรแจ้งหัวหน้างานหรือผู้รับผิดชอบเพื่อจัดการความเสี่ยงตามมาตรการของสถานที่ทำงาน12

ผู้ชายแต่งกายสุภาพกำลังอ้าปากหาวระหว่างนั่งประชุมที่โต๊ะร่วมกับผู้ใหญ่คนอื่นในห้องประชุมที่ไม่มีข้อความอ่านได้

แพทย์อาจประเมินอะไรบ้าง

แพทย์อาจถามว่าเริ่มง่วงตั้งแต่เมื่อไร เกิดช่วงใด หลับโดยไม่ตั้งใจหรือไม่ นอนกลางคืนกี่ชั่วโมง ตื่นบ่อยหรือไม่ ทำงานเป็นกะหรือไม่ มีคนสังเกตอาการขณะหลับหรือไม่ และใช้ยา แอลกอฮอล์ หรือสารใดบ้าง3

สิ่งที่อาจใช้ประกอบการประเมิน ได้แก่3,6

  • ประวัติการนอนและบันทึกการนอน
  • รายชื่อยา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ และสารอื่น
  • ผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและความปลอดภัย
  • แบบสอบถามคัดกรอง เพื่อประเมินเบื้องต้น ไม่ใช่ยืนยันโรค
  • การตรวจเลือดบางรายการเมื่อสงสัยสาเหตุทางกาย
  • การตรวจการนอนหลับ เมื่อประวัติชี้ว่ามีความผิดปกติของการนอนที่ควรตรวจ

สำหรับ OSA แนวทางของสมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งสหรัฐอเมริกา (AASM) ระบุว่าการวินิจฉัยควรทำร่วมกับการประเมินการนอนอย่างครบถ้วน และใช้การตรวจการนอนหลับที่เหมาะสม ไม่ควรใช้แบบสอบถามหรืออัลกอริทึมทำนายเพียงอย่างเดียว6

คำถามที่พบบ่อย

นอนครบ 7-8 ชั่วโมงแล้วทำไมยังง่วง

จำนวนชั่วโมงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง คุณอาจตื่นบ่อย นอนไม่ตรงเวลา คุณภาพการนอนไม่ดี ใช้ยาที่ทำให้ง่วง ทำงานเป็นกะ หรือมีปัญหาสุขภาพและความผิดปกติของการนอนร่วมด้วย หากง่วงต่อเนื่องแม้มีโอกาสนอนเพียงพอ ควรให้แพทย์ช่วยหาสาเหตุ2,3

ง่วงนอนตลอดเวลา ต่างจากอ่อนเพลียอย่างไร

ง่วงคือมีแนวโน้มจะหลับหรือฝืนตื่นยาก ส่วนอ่อนเพลียคือรู้สึกหมดแรงหรือไม่มีพลังโดยไม่จำเป็นต้องหลับ ทั้งสองอย่างเกิดพร้อมกันได้ การบอกแพทย์ว่า “เผลอหลับเมื่อไร” และ “หมดแรงแต่ไม่หลับเมื่อไร” ช่วยแยกปัญหาได้ดีกว่าการใช้คำรวม ๆ ว่าเหนื่อย1,3

ง่วงตอนกลางวันแปลว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่

ยังสรุปไม่ได้ OSA เป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุ ควรดูอาการหลายอย่างร่วมกัน เช่น กรนดัง หยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก ตื่นบ่อย นอนไม่สดชื่น และง่วงมาก ส่วนการยืนยันโรคต้องอาศัยการประเมินและการตรวจการนอนหลับ5,6

แบบประเมิน Epworth หรือ STOP-Bang วินิจฉัยโรคได้หรือไม่

ไม่ได้ แบบประเมินช่วยคัดกรองและจัดข้อมูลเบื้องต้น แต่คะแนนไม่ใช่ผลวินิจฉัย National Institute for Health and Care Excellence (NICE) ของสหราชอาณาจักรระบุว่าไม่ควรใช้ Epworth เพียงอย่างเดียวตัดสินการส่งต่อ และ AASM แนะนำไม่ให้ใช้เครื่องมือทางคลินิกหรือแบบสอบถามวินิจฉัย OSA โดยไม่มีการตรวจการนอนหลับ5,6

ง่วงนอนจากยาควรหยุดยาเองไหม

ไม่ควรหยุดยาเองครับ ควรตรวจชื่อยา ขนาดยา เวลาใช้ และอาการที่เกิดขึ้นกับแพทย์หรือเภสัชกร เพราะการหยุดยาหรือเปลี่ยนขนาดเองอาจเป็นอันตราย3

ง่วงแค่ไหนจึงควรพบแพทย์

ควรพบแพทย์เมื่อเผลอหลับบ่อย อาการกระทบชีวิตหรือความปลอดภัย ยังง่วงแม้มีโอกาสนอนเพียงพอ หรือมีอาการร่วมที่ชวนสงสัยความผิดปกติของการนอน การตรวจเร็วไม่ได้แปลว่าต้องทำ Sleep Test ทุกคน แต่ช่วยเลือกการประเมินที่เหมาะกับสาเหตุ1,3

ถ้าง่วงขณะขับรถ กาแฟช่วยให้ขับต่อได้ไหม

ไม่ควรคิดว่าดื่มกาแฟแล้วจะขับต่อได้อย่างปลอดภัย คาเฟอีนช่วยให้ตื่นเพียงชั่วคราว และเมื่ออดนอนมากอาจยังเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว ให้หยุดในที่ปลอดภัย เปลี่ยนคนขับหรือใช้การเดินทางแบบอื่น และพักให้เพียงพอ8

สรุป

อาการง่วงนอนมากผิดปกติระหว่างวันมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่การนอนไม่พอ เวลานอนไม่สม่ำเสมอ การทำงานเป็นกะ การใช้ยาบางชนิด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการนอนถูกรบกวน ไปจนถึงความผิดปกติของการนอนและปัญหาสุขภาพอื่น2,3,4

เริ่มจากแยกว่าเป็น “ง่วงจนมีแนวโน้มจะหลับ” หรือ “อ่อนเพลียแต่ไม่ได้จะหลับ” จดรูปแบบการนอนและอาการร่วม ทบทวนยากับผู้เชี่ยวชาญ และให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อชีวิต หากง่วงขณะขับรถ ให้หยุดในที่ปลอดภัย หากง่วงระหว่างทำงานเสี่ยง ให้แจ้งผู้รับผิดชอบและปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย ไม่ควรฝืนหรือพึ่งคาเฟอีนเพื่อทำต่อ3,8,12

แพทย์ต้องหาสาเหตุก่อนจึงจะเลือกการรักษาได้เหมาะสม อาการเพียงอย่างเดียว คะแนนแบบสอบถาม หรือคำตอบจากบทความไม่สามารถใช้ยืนยันโรคแทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้1,3,6

แหล่งอ้างอิง

  1. American Academy of Sleep Medicine, Clinical significance of sleepiness, 2025

  2. American Academy of Sleep Medicine and Sleep Research Society, Recommended amount of sleep for a healthy adult, 2015

  3. MedlinePlus, Drowsiness, reviewed 3 July 2025

  4. CDC/NIOSH, Shift Work and Sleep, observational workforce evidence

  5. National Institute for Health and Care Excellence (NICE), NG202, OSAHS in people over 16, 2021

  6. AASM Clinical Practice Guideline for Diagnostic Testing for Adult OSA, 2017

  7. NHS, Sleep apnoea, reviewed 11 May 2026

  8. U.S. National Highway Traffic Safety Administration, Drowsy Driving; universal safety guidance only, not Thai incidence or law

  9. AASM Clinical Practice Guideline for Treatment of Central Disorders of Hypersomnolence, 2021

  10. U.S. National Institute of Neurological Disorders and Stroke, Narcolepsy, reviewed 13 March 2026

  11. AASM Sleep Education, Sleep Diary, reviewed by Lawrence Epstein MD, updated March 2021

  12. U.S. Occupational Safety and Health Administration, Worker Fatigue Hazards; general occupational-safety evidence only, not Thai law or employer-specific procedure