ทำ Sleep Test ใช้สิทธิเบิกประกันสังคมได้แล้ว มีขั้นตอนตามนี้
ข่าวดีสำหรับผู้ประกันตนมาถึงแล้ว เพราะปัจจุบัน Sleep Test ประกันสังคม สามารถเบิกจ่ายได้แล้ว รวมถึงค่าอุปกรณ์รักษาอย่างเครื่อง CPAP ก็อยู่ในขอบเขตความคุ้มครองเช่นกัน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็คสิทธิ์ เตรียมตัว จนถึงขั้นตอนการเบิกจ่าย เพื่อให้คุณเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอีกต่อไป

Sleep Test คืออะไร และช่วยวินิจฉัยโรคอะไรได้บ้าง
ก่อนจะไปดูเรื่องสิทธิ์ประกันสังคม เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Sleep Test คืออะไร การตรวจการนอนหลับ Sleep Test คือการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของการนอนหลับตามมาตรฐานสากล โดยแพทย์จะประเมินข้อมูลทางสรีรวิทยาผ่านอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ติดตั้งบนร่างกายขณะหลับ
การตรวจ Sleep Test ไม่ได้ดูแค่เรื่องนอนกรนเท่านั้น แต่ยังช่วยวินิจฉัยโรคและการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ดังนี้:
- คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG): เพื่อดูระดับความลึกของการนอนหลับ (Sleep Stages) ว่าหลับลึกหรือฝันมากน้อยแค่ไหน
- การหายใจ: ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Apnea) และดูระดับออกซิเจนในเลือดว่าลดต่ำลงจนเป็นอันตรายหรือไม่
- การทำงานของหัวใจ (EKG): ตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะหลับ
- พฤติกรรมขณะหลับ: เช่น การกัดฟัน การกระตุกของขา หรือละเมอ
ผลการตรวจที่ได้จะถูกนำมาคำนวณเป็นค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว (AHI – Apnea Hypopnea Index) ซึ่งค่านี้เองจะเป็นตัวบ่งชี้ความรุนแรงของโรคและนำไปสู่การวางแผนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่อง CPAP การใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรม หรือการผ่าตัด
ทำ Sleep Test เบิกประกันสังคมได้ไหม (อัปเดตล่าสุด)
คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยคือ “ทำ Sleep Test เบิกประกันสังคมได้ไหม?” คำตอบคือ “ได้” ครับ
สำนักงานประกันสังคมได้ประกาศหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการทางการแพทย์กรณี “โรคหยุดหายใจขณะหลับ” โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกันตนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับได้อย่างมาก
ใครบ้างที่ได้รับสิทธิ์นี้?
ผู้ที่จะใช้สิทธิ ตรวจ sleep test ประกันสังคม ได้ ต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตราดังนี้:
- มาตรา 33: พนักงานเอกชนทั่วไป
- มาตรา 39: ผู้ที่เคยเป็นพนักงานเอกชนและส่งเงินสมทบต่อด้วยตนเอง
เงื่อนไขสำคัญ: ผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ จึงจะสามารถใช้สิทธินี้ได้
สิทธิประกันสังคมครอบคลุมการตรวจ Sleep Test อะไรบ้าง
ประกันสังคมไม่ได้จ่ายแบบเหมาจ่าย แต่มีการกำหนดวงเงินและประเภทของการตรวจไว้อย่างชัดเจน โดยแบ่งประเภทของ Sleep Test ประกันสังคม ออกเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้:
Sleep Test ชนิดที่ 1 (Full Polysomnography)
การตรวจชนิดนี้เป็นการตรวจแบบสมบูรณ์ที่สุด โดยจะต้องทำในโรงพยาบาลหรือศูนย์นิทราเวช (Sleep Center) เท่านั้น
- ลักษณะการตรวจ: มีการติดอุปกรณ์ครบชุด วัดคลื่นสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ลมหายใจ การขยับตัว และที่สำคัญคือ มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ (Sleep Technician) เฝ้าติดตามกราฟการนอนหลับตลอดทั้งคืน เพื่อแก้ปัญหาหากสายหลุดและดูแลความปลอดภัย
- วงเงินที่เบิกได้: จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 7,000 บาท
Sleep Test ชนิดที่ 2 (Polysomnography without Technician)
การตรวจชนิดนี้ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดเหมือนกับชนิดที่ 1 เกือบทุกประการ แต่จะมีความแตกต่างที่ขั้นตอนการเฝ้าระวัง
- ลักษณะการตรวจ: วัดค่าต่างๆ ได้ละเอียดเหมือนชนิดที่ 1 แต่ ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามขณะหลับ อาจเป็นการตรวจที่โรงพยาบาลแต่ปล่อยให้ผู้ป่วยนอนเอง หรือในบางกรณีอาจเป็นการติดตั้งเครื่องแล้วให้กลับไปนอนที่บ้าน (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจแพทย์และอุปกรณ์ของ รพ.)
- วงเงินที่เบิกได้: จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 6,000 บาท
ข้อควรรู้: แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าคุณควรได้รับการตรวจชนิดที่ 1 หรือ 2 โดยพิจารณาจากอาการและความเสี่ยง หากค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าวงเงินที่กำหนด ผู้ประกันตนอาจต้องชำระส่วนต่างเอง ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโรงพยาบาล
สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม: ค่าเครื่อง CPAP และอุปกรณ์เสริม
สิ่งที่ทำให้ประกาศฉบับนี้น่าสนใจมากคือ ไม่ได้ครอบคลุมแค่ค่าตรวจวินิจฉัย แต่ยังครอบคลุมถึง “ค่ารักษา” ด้วย หากผลตรวจออกมาว่าคุณมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่รุนแรงและจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
- เครื่อง CPAP (เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า): เบิกได้ในวงเงิน 20,000 บาท (สำหรับผู้ที่มีค่า AHI > 15 หรือ AHI 5-15 ร่วมกับมีโรคประจำตัวเสี่ยงสูง)
- หน้ากาก CPAP (Mask): เบิกได้ 4,000 บาท ต่อชิ้น (เบิกได้ปีละ 1 ชิ้น หากใช้เครื่องสม่ำเสมอตามเกณฑ์)
- อุปกรณ์เสริมอื่นๆ: เช่น แผ่นกรองอากาศ (Filter) จะรวมอยู่ในค่าบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลแล้ว
นี่เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผู้ป่วย เพราะเครื่อง CPAP ในท้องตลาดอย่างแบรนด์มาตรฐาน เช่น Philips DreamStation หรือ ResMed AirSense 10 นั้นเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่มีราคาสูง การได้รับเงินสนับสนุน 20,000 บาทจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปได้มาก
อาการแบบไหนที่ควรไปตรวจ Sleep Test
ไม่ใช่ทุกคนที่นอนกรนจะต้องไปทำ Sleep Test แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อขอใช้สิทธิ ประกันสังคม sleep test:
1. อาการนอนกรนและหยุดหายใจ
- นอนกรนเสียงดังมาก จนรบกวนคนข้างๆ หรือกรนสลับกับหยุดหายใจ
- มีอาการสำลักน้ำลาย หรือสะดุ้งเฮือกขึ้นมาหายใจแรงๆ ตอนกลางคืน
- ผู้นอนด้วยสังเกตเห็นว่ามีช่วงที่หยุดหายใจไปชั่วขณะ
2. อาการผิดปกติในตอนกลางวัน
- ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น ปวดหัว มึนหัว เหมือนคนไม่ได้นอน
- ง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน นั่งเฉยๆ ก็เผลอหลับ (Micro sleep)
- สมาธิสั้น ขี้ลืม หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน
3. กลุ่มเสี่ยงที่แพทย์มักแนะนำ
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) สูง (คนอ้วนลงพุง)
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมยาก โรคหัวใจ เบาหวาน
- ผู้ที่มีลักษณะทางกายภาพเสี่ยง เช่น คอสั้นและหนา ลิ้นไก่ยาว ต่อมทอนซิลโต
หากคุณเข้าข่ายอาการเหล่านี้ การปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ การตรวจ Sleep Test จึงเป็นการป้องกันไว้ก่อนแก้ที่ดีที่สุด
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ Sleep Test
เพื่อให้ผลการตรวจ sleep test ประกันสังคม ออกมาแม่นยำที่สุด คุณควรเตรียมตัวดังนี้:
- สระผมให้สะอาด: ก่อนวันตรวจควรสระผมและเป่าให้แห้ง ห้ามใส่น้ำมัน เจล หรือครีมนวดผม เพราะจะทำให้ติดขั้วไฟฟ้า (Electrode) ที่หนังศีรษะได้ยาก
- งดเครื่องดื่มกระตุ้น: งดชา กาแฟ น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพราะจะรบกวนคลื่นสมองและการนอนหลับ
- งดการงีบหลับ: พยายามอย่าแอบงีบตอนกลางวัน เพื่อให้ตอนกลางคืนคุณสามารถหลับได้ตามเวลาปกติ
- นำยาประจำตัวมาด้วย: หากมียาที่ต้องทานประจำ ให้แจ้งแพทย์และนำยามาด้วยในคืนที่ตรวจ
- เตรียมของใช้ส่วนตัว: ชุดนอนที่สวมใส่สบาย (ควรเป็นเสื้อและกางเกงแยกชิ้นเพื่อให้ติดอุปกรณ์ได้ง่าย) และของใช้ส่วนตัวสำหรับล้างหน้าแปรงฟันในตอนเช้า
ขั้นตอนการทำ Sleep Test ใช้สิทธิ์ประกันสังคม
การจะใช้สิทธิ ทํา sleep test ประกันสังคม ไม่ใช่ว่าเดินดุ่มๆ เข้าไปที่ไหนก็ได้ แต่ต้องทำตามขั้นตอน (Protocol) ของระบบประกันสังคม ดังนี้ครับ:
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบสิทธิและพบแพทย์ที่ “โรงพยาบาลตามสิทธิ”
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด! คุณต้องเริ่มต้นที่ โรงพยาบาลที่คุณเลือกสิทธิประกันสังคมไว้ (เช็คได้ที่แอป SSO Connect หรือเว็บไซต์ประกันสังคม)
- เดินเข้าไปแผนกผู้ป่วยนอก แจ้งพยาบาลว่า “มีปัญหาเรื่องการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ ต้องการพบแพทย์เพื่อประเมิน”
- แพทย์แผนกอายุรกรรม หรือ หู คอ จมูก จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น
ขั้นตอนที่ 2: การประเมินและการส่งตัว
- กรณีที่ 1 รพ. ตามสิทธิมีศูนย์ Sleep Test: หากแพทย์วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องตรวจ คุณจะได้รับการนัดหมายทำ Sleep Test ที่นั่นเลย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย (ตามเงื่อนไขที่แพทย์ระบุ)
- กรณีที่ 2 รพ. ตามสิทธิ “ไม่มี” ศูนย์ Sleep Test: แพทย์จะทำการทำเรื่อง “ส่งตัว” (Refer)” คุณไปยังโรงพยาบาลแม่ข่าย หรือโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าในเครือข่ายประกันสังคมที่มีเครื่องมือพร้อม
- ข้อควรระวัง: ห้ามไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นเองโดยไม่มีใบส่งตัว เพราะคุณจะต้องจ่ายเงินเองและเบิกไม่ได้
ขั้นตอนที่ 3: ตรวจ Sleep Test และรอผลวินิจฉัย
เมื่อถึงวันนัดหมาย คุณจะเข้ารับการตรวจ 1 คืน รุ่งเช้าแพทย์จะอ่านผล (อาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการแปลผล)
- หากผลออกมาว่าเป็น Sleep Apnea และรุนแรงเข้าเกณฑ์ แพทย์จะเขียนใบรับรองเพื่อเบิกชุดอุปกรณ์รักษา (CPAP) ต่อไป
- การเบิกค่าเครื่อง CPAP 20,000 บาท จะต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ระบุค่า AHI และความจำเป็นในการใช้เครื่องอย่างชัดเจน
ทำ Sleep Test ประกันสังคม ได้ที่โรงพยาบาลไหนบ้าง
การทำ sleep test ประกันสังคม สามารถทำโรงพยาบาลไหนบ้าง คำตอบคือ “ได้ทุกโรงพยาบาลที่มีศูนย์ตรวจการนอนหลับ และอยู่ในเครือข่ายส่งตัวของโรงพยาบาลตามสิทธิของคุณ”
รายชื่อโรงพยาบาลที่รับการตรวต Sleep test
ทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากรอคิวนาน
แม้สิทธิประกันสังคมจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ “คิวตรวจที่ยาวนาน” บางแห่งอาจต้องรอคิวนาน 3-6 เดือน ซึ่งสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง การรอคอยอาจทรมานและเสี่ยงอันตราย
หากคุณมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือต้องการความสะดวกสบาย ปัจจุบันมี คลินิกเอกชนหรือศูนย์ Sleep Test ที่ให้บริการรวดเร็ว โดยคุณอาจเลือกใช้บริการตรวจแบบจ่ายเอง (Self-pay) เพื่อความรวดเร็วในการทราบผล แล้วนำผลตรวจนั้นไปปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลตามสิทธิ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์โรงพยาบาลต้นสังกัดว่าจะยอมรับผลจากภายนอกหรือไม่ หรืออาจต้องนำผลมายืนยันเพื่อขอเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป)
NK Sleepcare เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพการนอนหลับและตัวแทนจำหน่ายเครื่อง CPAP อย่างเป็นทางการของ Philips และ ResMed ในประเทศไทย เราเข้าใจถึงปัญหาของผู้ป่วยที่ต้องรอคิวนาน เราพร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับทางเลือกในการตรวจและการรักษาด้วยเครื่อง CPAP
หากคุณได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าต้องใช้เครื่อง CPAP และได้รับสิทธิเบิกค่าเครื่อง 20,000 บาท คุณสามารถเลือกเครื่อง CPAP ที่มีคุณภาพสูงที่เหมาะกับคุณได้ ไม่ว่าจะเป็น:
- Philips DreamStation Auto CPAP: เครื่องยอดนิยม ปรับแรงดันอัตโนมัติ ดีไซน์สวย ใช้งานง่าย
- ResMed AirSense 10 AutoSet: เครื่องที่ขึ้นชื่อเรื่องความเงียบและความนุ่มนวลของแรงลม
การเลือกเครื่อง CPAP เป็นเรื่องสำคัญ เพราะคุณต้องใช้มันทุกคืน การมีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำรุ่นที่เหมาะสม การปรับตั้งค่า และบริการหลังการขายที่ดี (มีเครื่องสำรองใช้ระหว่างซ่อม) คือสิ่งที่ NK Sleepcare ให้ความสำคัญที่สุด
สำหรับท่านใดที่ยังสงสัยว่าแล้ว เครื่อง CPAP เบิกประกันสังคมได้ไหม บทความนี้มีคำตอบให้ครับ
สรุป
การใช้สิทธิ Sleep Test ประกันสังคม ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่คุณเริ่มจาก “โรงพยาบาลตามสิทธิ” ของคุณเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง หากเข้าเกณฑ์ คุณจะได้รับการตรวจฟรีหรือจ่ายส่วนต่างเพียงเล็กน้อย และยังมีสิทธิเบิกค่าเครื่อง CPAP ได้ถึง 20,000 บาท ซึ่งช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้มากขึ้น


