Sleep Test ประกันสังคม: สิทธิและขั้นตอนตามเกณฑ์ใหม่ปี 2569
อัปเดตล่าสุด:
หากคุณเป็นผู้ประกันตนและสงสัยว่าตัวเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คุณอาจใช้สิทธิตรวจการนอนหลับหรือ Sleep Test ได้ เมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าเข้าเกณฑ์ วิธีเช็กสิทธิที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิของคุณ ซึ่งก็คือสถานพยาบาลที่คุณเลือกไว้กับประกันสังคม
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกประกาศฉบับปัจจุบันลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดอัตราค่าตรวจชนิดที่ 1 ตามจริงไม่เกิน 7,000 บาท และชนิดที่ 2 ตามจริงไม่เกิน 6,000 บาท พร้อมวางแนวทางการประเมินก่อนส่งตรวจไว้ชัดเจนขึ้น[1]
สิ่งที่ควรทำก่อน: ติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิ แจ้งอาการที่เกิดขึ้นจริง และให้แพทย์ประเมินก่อนนัดตรวจ หากยังไม่แน่ใจว่าสถานพยาบาลตามสิทธิของคุณคือที่ไหน หรือมีคำถามเฉพาะกรณี ให้สอบถามสำนักงานประกันสังคมหรือโทรสายด่วน 1506[5]

Sleep Test ประกันสังคมเบิกได้ไหม
วิธีเช็กที่ง่ายที่สุดคือติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิ แล้วให้แพทย์ประเมินว่ามีเหตุผลทางการแพทย์ที่จะส่งตรวจหรือไม่
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 หน้าสิทธิประโยชน์ของ สปส. ระบุว่า เมื่อเข้ารักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิ ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย[3]
หากไม่ได้เข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิ ก็ยังไปใช้บริการที่สถานพยาบาลอื่นได้ แต่สถานพยาบาลนั้นต้องเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ 1) ตรวจและรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับได้ 2) ผ่านการรับรองจากราชวิทยาลัยหรือสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง 3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนของสำนักงานประกันสังคมสำหรับบริการกรณีนี้ โดยสถานพยาบาลนั้นจะเป็นผู้ส่งข้อมูลขอเบิกค่าบริการไปยังสำนักงานประกันสังคม หากค่าบริการสูงกว่าอัตราที่กำหนด ผู้ประกันตนจะรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่เกิน[1]
อย่างไรก็ตาม คำว่า “เบิกได้” ไม่ได้หมายความว่า:
- ❌ ผู้ประกันตนทุกคนจะขอตรวจได้ทันที
- ❌ เลือกตรวจที่โรงพยาบาลหรือคลินิกใดก็ได้
- ❌ สำรองจ่ายเองแล้วนำใบเสร็จไปเบิกคืนได้เสมอ
- ❌ ตรวจแล้วจะได้รับเครื่อง PAP ทันที
- ❌ จะไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนเกินเลยไม่ว่ากรณีใด
ดังนั้นก่อนรับบริการควรถามให้ชัดว่าการตรวจนี้ใช้สิทธิประกันสังคมได้หรือไม่ และมีบริการนอกสิทธิหรือบริการเสริมที่ต้องจ่ายเองหรือไม่
ใครบ้างที่มีสิทธิเบิก
ผู้ประกันตนแบ่งออกเป็นหลายมาตรา ดังนี้:
- มาตรา 33: ลูกจ้างที่ยังทำงานกับนายจ้างและส่งเงินสมทบผ่านสถานประกอบการ[6]
- มาตรา 39: ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แล้วออกจากงาน แต่สมัครส่งเงินสมทบต่อด้วยตนเอง[6]
- มาตรา 40: ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สมัครประกันสังคมด้วยตนเอง[7] กลุ่มนี้รักษาพยาบาลด้วยบัตรทองหรือสิทธิรักษาเดิม ไม่ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลแบบเดียวกับมาตรา 33 และ 39[4]
สำหรับมาตรา 33 และ 39 เงื่อนไขทั่วไปของสิทธิกรณีเจ็บป่วยคือต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนเดือนที่รับบริการ[3] ก่อนนัดตรวจ ควรเช็กว่าคุณยังมีสถานะผู้ประกันตนอยู่หรือไม่ และสถานพยาบาลตามสิทธิของคุณคือที่ไหน หากไม่แน่ใจ ให้โทรสอบถามสายด่วน 1506
เช็กอาการเบื้องต้นด้วยตัวเอง
ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการหรือปัจจัยที่ชวนสงสัยว่าอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เช่น
- นอนกรนดังเป็นประจำ
- มีคนสังเกตว่าหยุดหายใจหรือสะดุ้งเฮือกระหว่างหลับ
- ง่วงมากผิดปกติระหว่างวัน
- ตื่นมาไม่สดชื่น
- มีโรคหรือปัจจัยสุขภาพอื่นที่แพทย์เห็นว่าควรประเมินไปพร้อมกัน[2]
รายการนี้มีไว้ช่วยเตรียมข้อมูลก่อนคุยกับแพทย์ ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัยโรค และไม่ได้ยืนยันว่าคุณจะใช้สิทธิตรวจ Sleep Test ได้[2]
เกณฑ์ก่อนส่งตรวจตามประกาศใหม่
ประกาศที่มีผลวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ระบุแนวทางก่อนส่งตรวจไว้ว่า แพทย์ต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินความเสี่ยง โดยคะแนน STOP-Bang ตั้งแต่ 5 คะแนนขึ้นไปถือเป็นเกณฑ์สำคัญข้อหนึ่ง[1]
หากคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว แพทย์เวชศาสตร์การนอนหลับยังพิจารณาส่งตรวจได้เมื่อเห็นว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์[1]
คุณลองทำแบบทดสอบ STOP-Bang เองได้ แต่ผลเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ไม่ได้[2] จึงไม่ควรใช้ผลนี้ตัดสินสิทธิเอง หรือสรุปว่า “คะแนนไม่ถึง 5 จึงตรวจไม่ได้แน่นอน”
สิ่งที่ควรเตรียมไปพบแพทย์
- รายละเอียดอาการและระยะเวลาที่เป็น
- ข้อมูลจากคนใกล้ชิดหรือสมาชิกในครอบครัวที่สังเกตอาการขณะคุณหลับ
- รายชื่อโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่
- ผลตรวจหรือเอกสารการรักษาเดิม หากมี
- คำถามเรื่องขั้นตอน คิวตรวจ และค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล
Sleep Test เบิกได้เท่าไร
ประกาศแบ่งการตรวจไว้ดังนี้[1]
- Sleep Test ชนิดที่ 1: มีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามตลอดคืนขณะตรวจ จ่ายตามจริงไม่เกิน 7,000 บาท
- Sleep Test ชนิดที่ 2: ตรวจวัดเหมือนชนิดที่ 1 แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามขณะตรวจ จ่ายตามจริงไม่เกิน 6,000 บาท
คำว่า “จ่ายตามจริงไม่เกิน” หมายถึงอัตราที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดไว้สำหรับบริการตามประกาศ ไม่ใช่เงินสดหรือวงเงินส่วนตัวที่ผู้ประกันตนจะนำไปใช้ซื้อบริการที่ไหนก็ได้
ควรให้แพทย์และสถานพยาบาลเป็นผู้เลือกชนิดการตรวจตามเหตุผลทางการแพทย์และขั้นตอนของโรงพยาบาล ไม่ควรเลือกจากราคาเพียงอย่างเดียว
ข้อควรระวัง: คำว่า “ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามขณะตรวจ” ไม่ได้แปลว่าผู้ประกันตนทุกคนมีสิทธินำอุปกรณ์กลับไปตรวจเองที่บ้าน หากโรงพยาบาลนัดให้ตรวจนอกห้องตรวจการนอนหลับหรือให้รับอุปกรณ์กลับบ้าน ควรถามตรง ๆ ว่าเป็นการตรวจชนิดใดตามสิทธิประกันสังคม และมีส่วนที่ต้องจ่ายเองหรือไม่[1]
ขั้นตอนใช้สิทธิ Sleep Test ประกันสังคม
1. ตรวจสอบสถานพยาบาลตามสิทธิ
เริ่มจากสถานพยาบาลที่คุณเลือกไว้กับประกันสังคม หากไม่แน่ใจ ให้ตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมหรือโทร 1506
2. นัดพบแพทย์และเล่าอาการตามจริง
เล่าให้แพทย์ฟังว่ามีอาการอะไร เป็นบ่อยแค่ไหน เป็นมานานเท่าไร มีโรคประจำตัวอะไร และคนใกล้ชิดสังเกตเห็นอะไรบ้าง แพทย์อาจใช้ STOP-Bang ร่วมกับประวัติและการตรวจร่างกาย[1]
3. ให้แพทย์ประเมินว่าควรส่งตรวจหรือไม่
หากเข้าเกณฑ์หรือแพทย์เวชศาสตร์การนอนหลับเห็นว่ามีความจำเป็น แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจตามขั้นตอนของสถานพยาบาล[1]
4. สอบถามชนิดการตรวจและสถานที่ตรวจ
ถามว่าเป็นการตรวจชนิดใด ต้องเตรียมตัวอย่างไร ตรวจที่สถานพยาบาลตามสิทธิหรือถูกส่งต่อไปที่ใด และมีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเองหรือไม่
5. รับการตรวจและติดตามผลกับแพทย์
หลังตรวจ ควรนัดฟังผลกับแพทย์ เพราะการวินิจฉัยควรดูภาพรวม ทั้งการประเมินการนอนหลับอย่างครบถ้วน ผลตรวจ และการติดตามที่เหมาะสม ไม่ควรดูแค่แบบคัดกรองหรือตัวเลขค่าใดค่าหนึ่งแล้วสรุปเองว่าเป็นโรคหรือไม่[2]
ถ้ามีผล Sleep Test จากเอกชนอยู่แล้ว ใช้ได้ไหม
ยังตอบเหมารวมไม่ได้ว่าใช้ได้ทุกแห่งหรือทุกกรณี
ประกาศไม่ได้ให้คำตอบที่ใช้ได้กับทุกกรณี จึงควรนำรายงานผลฉบับเต็มและเอกสารจากสถานพยาบาลเดิมไปให้แพทย์ที่สถานพยาบาลตามสิทธิประเมิน จากนั้นถามโรงพยาบาลโดยตรงว่าจะพิจารณาผลเดิมตามเกณฑ์ใด ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง และจำเป็นต้องตรวจใหม่หรือไม่
ไม่ควรทำ: จ่ายเงินตรวจเองโดยคาดว่าจะเบิกย้อนหลังได้แน่นอน ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือสอบถามสถานพยาบาลตามสิทธิก่อน
ผลตรวจเข้าเกณฑ์แล้ว จะได้รับเครื่อง PAP ทันทีหรือไม่
ไม่ได้รับทันที เพราะสิทธิการตรวจ Sleep Test และสิทธิรับเครื่อง PAP เป็นคนละขั้นตอน
หลังแพทย์แปลผลแล้ว ยังต้องประเมินแยกอีกขั้นว่าเข้าเกณฑ์รับเครื่อง PAP หรือไม่[1] อ่านรายละเอียดเรื่อง AHI และขั้นตอนรับเครื่องได้ที่ คู่มือเบิกเครื่อง CPAP/PAP ประกันสังคม
ผู้ที่ได้รับอนุมัติสิทธิรับเครื่อง PAP หน้ากาก หรือทั้งสองอย่างตามประกาศเดิม ก่อนที่เกณฑ์ใหม่จะมีผลบังคับใช้ ยังได้รับสิทธินั้นต่อไปจนครบตามสิทธิ[1] หากเป็นกรณีนี้ ให้นำหลักฐานการอนุมัติไปให้สถานพยาบาลตรวจสอบ รายละเอียดอื่นให้ดูในคู่มือ PAP ข้างต้นหรือสอบถามสายด่วน 1506
ค่าใช้จ่ายที่ควรถามโรงพยาบาลก่อนตรวจ
| กรณี | ใครประสานหรือส่งข้อมูลขอเบิก | ค่าใช้จ่ายตามที่ สปส. ระบุ | สิ่งที่ควรถามก่อนนัด |
|---|---|---|---|
| ใช้สิทธิผ่านสถานพยาบาลตามสิทธิ | สถานพยาบาลตามสิทธิ | หน้าสิทธิประโยชน์ของ สปส. ระบุว่าผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย[3] | ควรถามให้ชัดว่านัดตรวจและบริการที่โรงพยาบาลเสนออยู่ในสิทธิทั้งหมดหรือไม่ และมีบริการเสริมหรือรายการนอกสิทธิหรือไม่ |
| สถานพยาบาลตามสิทธิส่งต่อไปสถานพยาบาลอื่น | สถานพยาบาลตามสิทธิจะเป็นผู้ประสาน จ่ายค่าบริการให้สถานพยาบาลที่รับส่งต่อ และเบิกกับ สปส. ตามเกณฑ์ | ประกาศไม่ได้ระบุว่าผู้ประกันตนต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่[1] | ควรถามสถานพยาบาลตามสิทธิก่อนยืนยันนัด |
| ไปสถานพยาบาลอื่นโดยไม่ได้เข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิ | สถานพยาบาลที่ไปใช้บริการเป็นผู้ส่งข้อมูลขอเบิกค่าบริการไปยัง สปส. | หากค่าบริการสูงกว่าอัตราที่กำหนด ผู้ประกันตนรับผิดชอบเฉพาะค่าบริการส่วนที่เกินอัตรา[1] | ควรถามให้แน่ใจว่าสถานพยาบาลนั้นเข้าเงื่อนไขที่กำหนดครบทุกข้อ คือ
การมีบริการ Sleep Test เพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าสถานพยาบาลนั้นใช้สิทธิประกันสังคมได้ กรณีนี้ไม่ได้ให้ผู้ประกันตนจ่ายเองทั้งหมด แล้วค่อยนำใบเสร็จไปเบิกภายหลัง[1] |
ก่อนยืนยันนัดควรถามอะไรบ้าง
- การตรวจครั้งนี้อยู่ในสิทธิประกันสังคมหรือไม่
- เป็น Sleep Test ชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2
- ตรวจที่สถานพยาบาลตามสิทธิหรือมีการส่งต่อ
- มีบริการใดที่อยู่นอกสิทธิหรือเป็นตัวเลือกเพิ่มเติมหรือไม่
- หากมีส่วนเกิน ต้องจ่ายเท่าไรและเป็นค่าอะไร
- ต้องสำรองจ่ายหรือไม่ และถ้าต้องจ่าย ควรขอหลักฐานการชำระเงินอะไรจากโรงพยาบาลบ้าง
- ถ้ามีผลตรวจจากที่อื่น โรงพยาบาลรับพิจารณาหรือไม่
- ตอนนี้ต้องรอคิวตรวจและคิวฟังผลนานประมาณเท่าไร
คำถามที่พบบ่อย
ประกันสังคมตรวจ Sleep Test ฟรีหรือไม่
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ที่รับบริการผ่านสถานพยาบาลตามสิทธิ หน้าสิทธิประโยชน์ของ สปส. ระบุว่าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย[3] แต่ต้องให้โรงพยาบาลยืนยันก่อนว่านัดตรวจนั้นใช้สิทธิได้ และไม่มีบริการนอกสิทธิหรือบริการเสริม ส่วนกรณีที่ไปใช้บริการที่สถานพยาบาลอื่นโดยไม่ได้เข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิ ผู้ประกันตนต้องจ่ายส่วนที่สูงกว่าอัตราที่ประกาศกำหนด[1]
อัตรา 7,000 และ 6,000 บาทเป็นเพดานอัตราที่ประกาศกำหนด ไม่ได้แปลว่าผู้ประกันตนต้องจ่ายส่วนต่างทุกกรณี ประกาศระบุให้ผู้ประกันตนรับผิดชอบส่วนที่เกินอัตราไว้ชัดเจนเพียงกรณีเดียว คือการไปตรวจที่สถานพยาบาลอื่นโดยไม่ได้เข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิ[1] ส่วนกรณีที่สถานพยาบาลตามสิทธิเป็นผู้ส่งต่อไปตรวจที่สถานพยาบาลอื่น ประกาศไม่ได้ระบุว่าผู้ประกันตนต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่ จึงควรถามสถานพยาบาลตามสิทธิก่อนยืนยันนัด
ขอทำ Sleep Test ได้เลยโดยไม่ต้องพบแพทย์ได้หรือไม่
ไม่ได้ หากต้องการตรวจ Sleep Test โดยใช้สิทธิตามประกาศ ต้องให้แพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินก่อน[1]
STOP-Bang ไม่ถึง 5 หมดสิทธิหรือไม่
อย่าเพิ่งสรุปว่าหมดสิทธิ แพทย์เวชศาสตร์การนอนหลับยังพิจารณาส่งตรวจได้เมื่อเห็นว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์[1]
Sleep Test ประกันสังคมตรวจที่โรงพยาบาลไหนได้บ้าง และเบิกย้อนหลังได้ไหม
เริ่มที่สถานพยาบาลตามสิทธิของคุณ แล้วถามว่าโรงพยาบาลจะจัดตรวจเองหรือส่งต่อไปที่ใด ไม่ควรจองและจ่ายค่าตรวจเองโดยคาดว่าจะนำใบเสร็จมาเบิกย้อนหลังได้ เพราะประกาศไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกันตนนำใบเสร็จไปเบิกเอง หากคุณไม่ได้เข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิและต้องการไปตรวจที่สถานพยาบาลอื่น สถานพยาบาลนั้นต้องเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ 1) ตรวจและรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับได้ 2) ผ่านการรับรองจากราชวิทยาลัยหรือสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง 3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนของ สปส. สำหรับบริการกรณีนี้ โดยสถานพยาบาลนั้นจะเป็นผู้ส่งข้อมูลขอเบิกค่าบริการไปยัง สปส. หากค่าบริการสูงกว่าอัตราที่กำหนด ผู้ประกันตนจะรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่เกิน[1]
เลือก Sleep Test ชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 เองได้ไหม
ควรให้แพทย์และสถานพยาบาลเป็นผู้เลือกชนิดการตรวจตามเหตุผลทางการแพทย์ ไม่ควรตัดสินจากราคา ความสะดวก หรือคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว
ต้องรอคิวนานเท่าไร
ยังระบุเป็นเวลาตายตัวไม่ได้ คิวขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล ความพร้อมของห้องตรวจ และเส้นทางส่งต่อ ควรสอบถามระยะเวลารอคิวกับโรงพยาบาลตอนทำนัด
มีผลตรวจแล้วต้องตรวจซ้ำหรือไม่
ขึ้นอยู่กับการประเมินของสถานพยาบาลตามสิทธิ ควรนำรายงานฉบับเต็มไปให้แพทย์ตรวจสอบก่อน ไม่ควรสรุปเองว่าผลเดิมใช้ได้หรือใช้ไม่ได้
สรุป
สิทธิ Sleep Test ประกันสังคมตามเกณฑ์ใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกแพ็กเกจตรวจเอง แล้วนำใบเสร็จมาเบิกได้ วิธีเช็กที่ง่ายที่สุดคือติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิ และให้แพทย์ประเมินก่อน[1]
ถ้าไม่ได้ไปรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิ สถานพยาบาลอื่นที่ไปใช้บริการต้องมีครบทั้ง 3 ข้อ คือ ตรวจและรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับได้ ผ่านการรับรองจากราชวิทยาลัยหรือสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนของ สปส. สำหรับบริการกรณีนี้ สถานพยาบาลแห่งนั้นจะเป็นผู้ส่งข้อมูลขอเบิกค่าบริการไปยัง สปส. ถ้าค่าบริการสูงกว่าอัตราที่กำหนด ผู้ประกันตนจะรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่เกินเท่านั้น[1]
อัตราตามประกาศที่มีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 คือ ชนิดที่ 1 จ่ายตามจริงไม่เกิน 7,000 บาท และชนิดที่ 2 จ่ายตามจริงไม่เกิน 6,000 บาท[1]
แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือเตรียมข้อมูลอาการ ติดต่อสถานพยาบาลตามสิทธิ ถามค่าใช้จ่ายก่อนรับบริการ และไม่สำรองจ่ายโดยคาดว่าจะเบิกย้อนหลังได้แน่นอน หากเป็นกรณีเฉพาะหรือได้รับข้อมูลไม่ตรงกัน ให้สอบถามยืนยันกับสำนักงานประกันสังคมหรือสายด่วน 1506
แหล่งอ้างอิง
[1] สำนักงานประกันสังคม. ประกาศหลักเกณฑ์และอัตรา กรณีผู้ประกันตนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 มีผลใช้บังคับ 30 กรกฎาคม 2569 (เข้าถึง 11 สิงหาคม 2569)
[2] Kapur VK, Auckley DH, Chowdhuri S, et al. Clinical Practice Guideline for Diagnostic Testing for Adult Obstructive Sleep Apnea. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2017;13(3):479–504. American Academy of Sleep Medicine (เข้าถึง 11 สิงหาคม 2569)
[3] สำนักงานประกันสังคม. สิทธิประโยชน์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน เงื่อนไขการเกิดสิทธิและการรับบริการในสถานพยาบาลตามสิทธิ (เข้าถึง 11 สิงหาคม 2569)
[4] สำนักงานประกันสังคม. สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการเกิดสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนมาตรา 40 ระบุว่าสิทธิการรักษาใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ บัตรทอง หรือสิทธิเดิมที่มีอยู่ (เข้าถึง 11 สิงหาคม 2569)
[5] สำนักงานประกันสังคม. ข้อมูลการติดต่อ ระบุหมายเลขติดต่อ 1506 (เข้าถึง 11 สิงหาคม 2569)
[6] กระทรวงแรงงาน. สิทธิของผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ระบุว่ามาตรา 33 เป็นลูกจ้าง และผู้ที่สิ้นสุดการเป็นลูกจ้างอาจสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้ตามเงื่อนไข (เข้าถึง 11 สิงหาคม 2569)
[7] กระทรวงแรงงาน. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขผู้ประกันตนมาตรา 40 อธิบายว่ามาตรา 40 เป็นผู้ประกันตนโดยอิสระซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนมาตรา 39 (เข้าถึง 11 สิงหาคม 2569)


