ง่วงนอนมากผิดปกติระหว่างวัน เกิดจากอะไร และควรทำอย่างไร

อัปเดตล่าสุด:

ชายวัยกลางคนหาวระหว่างทำงานในเวลากลางวัน สื่อถึงอาการง่วงมากผิดปกติระหว่างวัน

ถ้าคุณต้องฝืนลืมตาระหว่างทำงาน หรือเผลอหลับไปทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจขณะอ่านหนังสือ นั่งประชุม หรือเดินทาง อาการนี้อาจเป็นมากกว่าความเหนื่อยธรรมดา “ง่วง” หมายถึงมีแนวโน้มจะหลับ หรือฝืนตื่นได้ยาก ส่วน “อ่อนเพลีย” คือรู้สึกหมดแรงหรือไม่มีพลัง แต่ไม่จำเป็นต้องหลับ สองอาการนี้อาจเกิดพร้อมกันได้ แต่ไม่ควรเหมาว่าเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป[1,3]

ความง่วงนอนมากผิดปกติระหว่างวันเป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค สาเหตุมีได้ตั้งแต่เรื่องที่พบบ่อย เช่น นอนไม่พอ เวลานอนไม่สม่ำเสมอ ทำงานเป็นกะ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาบางชนิด ไปจนถึงความผิดปกติของการนอนและปัญหาสุขภาพอื่น การประเมินจึงต้องดูหลายด้านประกอบกัน ทั้งรูปแบบการนอน ยาที่ใช้ อาการร่วม และผลกระทบต่อชีวิต ไม่ควรสรุปสาเหตุจากอาการเดียว[1,3]

ง่วงนอนมากผิดปกติ ต่างจากอ่อนเพลียอย่างไร

ลองถามตัวเองว่า “ถ้าได้นั่งนิ่ง ๆ ตอนนี้ ฉันน่าจะหลับไปไหม” ถ้าคำตอบคือใช่ หรือคุณเคยเผลอหลับโดยไม่ตั้งใจ อาการนั้นใกล้กับ “ง่วง” มากกว่า “อ่อนเพลีย”[3]

เทียบอาการง่วงกับอ่อนเพลีย

ง่วง

มีแนวโน้มจะหลับ หรือฝืนตื่นได้ยาก

หนังตาหนัก เผลอหลับ หรือสมาธิหลุดเพราะกำลังจะหลับ

อ่อนเพลีย

รู้สึกหมดแรงหรือไม่มีพลัง แต่ไม่จำเป็นต้องหลับ

เหนื่อยง่าย ไม่อยากทำกิจกรรม หรือรู้สึกไม่มีแรง

อีกเรื่องที่ควรสังเกตคือ คุณเคยเผลอหลับขณะอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ ประชุม นั่งรถ หรือขับรถเป็นเวลานาน ๆ หรือไม่[3,8]

ปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความเครียด และการนอนที่ไม่ดี อาจทำให้ง่วงและอ่อนเพลียไปพร้อมกันได้ หากอาการเป็นต่อเนื่องหรือกระทบการใช้ชีวิต ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ[3]

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “ง่วงกี่ครั้ง” แต่คือความง่วงทำให้การทำงาน การเรียน การเดินทาง การพูดคุย หรือการใช้ชีวิตประจำวันยากขึ้นหรือไม่ เพราะหากความง่วงกระทบความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต ก็ควรให้แพทย์ประเมินหาสาเหตุ[1]

ง่วงนอนระหว่างวัน เกิดจากอะไรได้บ้าง

นอนไม่พอ หรือนอนไม่เป็นเวลา

สาเหตุแรกที่ควรทบทวนคือ คุณมีเวลานอนเพียงพอจริงหรือไม่ American Academy of Sleep Medicine (AASM) และ Sleep Research Society (SRS) แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่สุขภาพดีนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืนเป็นประจำ แต่ความต้องการของแต่ละคนไม่เท่ากัน อีกทั้งการนอนที่ดีไม่ได้วัดกันแค่จำนวนชั่วโมง แต่ยังขึ้นกับช่วงเวลาที่นอน ความสม่ำเสมอ คุณภาพการนอน และการมีโรคที่เกี่ยวกับการนอนร่วมด้วย[2]

การเข้านอนดึก ตื่นเช้า นอนไม่พอหลายวัน หรือเปลี่ยนเวลานอนบ่อย อาจทำให้ง่วงระหว่างวันได้ ส่วนคนที่ทำงานกลางคืนหรือทำงานแบบหมุนเวียนกะ เวลาทำงานอาจไม่ตรงกับช่วงที่ร่างกายควรตื่นและควรนอนตามธรรมชาติ จึงอาจนอนได้สั้นลงหรือคุณภาพการนอนลดลง งานวิจัยจากกลุ่มคนทำงานในสหรัฐฯ พบว่าการทำงานกะกลางคืนสัมพันธ์กับปัญหาการนอนและความง่วงที่มากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคนทำงานเป็นกะทุกคนจะมีอาการแบบเดียวกัน[4]

ยา แอลกอฮอล์ สารอื่น และคาเฟอีน

ยาหลายกลุ่มอาจทำให้ง่วง เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้บางชนิด ยาแก้ปวดบางชนิด ยาคลายกังวล และยาทางจิตเวชบางชนิด แต่ผลข้างเคียงแตกต่างกันตามตัวยา ขนาดยา เวลาใช้ และแต่ละบุคคล[3]

หากสงสัยว่ายาทำให้ง่วง อย่าหยุดยา ลดขนาดยา หรือเปลี่ยนเวลากินยาเอง ควรนำรายชื่อยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อใช้เอง และอาหารเสริม ไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ส่วนแอลกอฮอล์ก็อาจทำให้ง่วงมากขึ้นและขับรถได้แย่ลง[3,8]

คาเฟอีนอาจช่วยให้รู้สึกตื่นขึ้นชั่วคราว แต่ชดเชยการอดนอนมาก ๆ ไม่ได้ และไม่ได้ทำให้การขับรถขณะง่วงปลอดภัย[8]

นอนครบชั่วโมงแล้ว แต่การนอนถูกรบกวน

การอยู่บนเตียงนานไม่ได้แปลว่าจะหลับได้ต่อเนื่อง หรือร่างกายได้พักฟื้นเต็มที่เสมอไป หากหลับยาก ตื่นบ่อย หรือมีความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ ก็อาจทำให้ตื่นมาไม่สดชื่นและง่วงระหว่างวันได้[3,7]

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น หรือ OSA ก็อาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การนอนถูกรบกวน ควรสังเกตอาการหลายอย่างร่วมกัน เช่น นอนกรนดัง มีคนสังเกตว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือกหรือสำลักขณะหลับ ตื่นบ่อย นอนไม่สดชื่น และง่วงมากในเวลากลางวัน อาการกลุ่มนี้เป็นสัญญาณว่าควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม แต่ยังใช้ยืนยันว่าเป็น OSA ไม่ได้[5,7]

แบบประเมิน Epworth ช่วยวัดระดับความง่วง ส่วน STOP-Bang ช่วยคัดกรองความเสี่ยง OSA เบื้องต้น แต่คะแนนจากแบบประเมินเหล่านี้ใช้วินิจฉัย OSA ไม่ได้ การวินิจฉัยต้องอาศัยการประเมินการนอนร่วมกับการตรวจการนอนหลับที่เหมาะสม[5,6]

โรคที่ทำให้ง่วงผิดปกติโดยตรง

โรคลมหลับ (Narcolepsy) และภาวะง่วงนอนมากผิดปกติโดยไม่พบสาเหตุชัดเจน (Idiopathic hypersomnia) เป็นความผิดปกติของการนอนที่แพทย์ต้องวินิจฉัยแยกกัน อาการง่วงมากเพียงอย่างเดียวยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นโรคใด และเนื่องจากแต่ละโรครักษาต่างกัน จึงต้องวินิจฉัยให้ชัดก่อนเริ่มรักษา ไม่ควรซื้อหรือใช้ยากระตุ้นให้ตื่นเอง[9,10]

ถ้ามีช่วงที่ความง่วงรุนแรงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้านไม่ไหว หรือเผลอหลับโดยไม่ตั้งใจ หรือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวเมื่อเกิดอารมณ์รุนแรง เช่น หัวเราะ ตื่นเต้น โกรธ หรือกลัว ควรเล่ารายละเอียดให้แพทย์ทราบ อาการเหล่านี้เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันโรคลมหลับ[10]

ปัจจัยสุขภาพอื่น

อาการง่วงหรืออ่อนเพลียอาจสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรืออาการปวดเรื้อรังได้ แต่สาเหตุมีหลายกลุ่มและอาการอาจทับซ้อนกัน การไล่เทียบอาการกับรายชื่อโรคด้วยตัวเองจึงยืนยันไม่ได้ว่าเป็นโรคใด[3]

แพทย์จะเลือกวิธีประเมิน ไม่ว่าจะเป็นการซักประวัติ ตรวจร่างกาย หรือส่งตรวจ ให้เหมาะกับข้อมูลของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่าง และไม่ใช่ทุกคนที่ต้องตรวจการนอนหลับ[3]

ลองเช็กอะไรได้บ้างก่อนพบแพทย์

ลองจดบันทึกการนอนต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจดข้อมูลต่อไปนี้เท่าที่ทำได้[11]

  • เวลาเข้านอน เวลาที่คาดว่าหลับ เวลาตื่น และช่วงตื่นกลางคืน
  • การงีบหรือเผลอหลับระหว่างวัน พร้อมเวลาและสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนั้น
  • ตื่นมาสดชื่นหรือยังง่วงมาก
  • อาการนอนกรน สะดุ้งเฮือก สำลัก หรือหยุดหายใจที่คนใกล้ชิดสังเกตเห็น[5,7]
  • ยา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ และเวลาที่ดื่มคาเฟอีน
  • ตารางกะทำงาน วันที่ขับรถไกล หรือทำงานเสี่ยง[4,8,12]
  • ผลกระทบต่อสมาธิ ความจำ อารมณ์ งาน การเรียน หรือความสัมพันธ์[1]

ระหว่างจดบันทึก ถ้าทำได้ ควรจัดเวลาให้มีโอกาสนอนเพียงพอ และพยายามเข้านอนกับตื่นให้เป็นเวลาสม่ำเสมอ แต่ถ้าอาการเกิดบ่อย กระทบชีวิตประจำวัน หรือเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไม่ควรรอปรับตารางนอนจนเลื่อนการพบแพทย์ออกไป[1,2]

อย่าหยุดยาเอง อย่าซื้อยากระตุ้นให้ตื่นมาใช้ และอย่าเริ่มใช้เครื่อง CPAP เพียงเพราะเดาว่าตัวเองเป็น OSA การดูแลและรักษาที่เหมาะสมต้องเลือกตามสาเหตุที่แพทย์ตรวจพบ[3,6,9]

เมื่อไรควรพบแพทย์

ควรนัดพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้[1,3]

  • เผลอหลับหรือเกือบหลับระหว่างวันบ่อย
  • ความง่วงกระทบงาน การเรียน การเดินทาง ความสัมพันธ์ หรือกิจวัตรประจำวัน
  • ยังง่วงมากแม้จัดโอกาสให้นอนเพียงพอและสม่ำเสมอแล้ว
  • มีอาการร่วมหลายอย่างที่ชวนให้สงสัยว่าเป็น OSA เช่น กรนดัง มีคนเห็นว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือกหรือสำลัก และตื่นมาไม่สดชื่น[5,7]
  • มีช่วงที่ความง่วงรุนแรงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้านไม่ไหว หรือเผลอหลับโดยไม่ตั้งใจ หรือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวเมื่อเกิดอารมณ์รุนแรง เช่น หัวเราะ ตื่นเต้น โกรธ หรือกลัว อาการนี้เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันโรคลมหลับ[10]
  • สงสัยว่ายาหรือสารที่ใช้อยู่ทำให้ง่วง

การประเมินไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตรวจการนอนหลับเสมอไป แพทย์อาจเริ่มจากประวัติการนอน ยา สุขภาพกายและสุขภาพจิต แล้วเลือกตรวจเพิ่มเติมตามสาเหตุที่สงสัย[3]

ง่วงขณะขับรถหรือทำงานเสี่ยง ควรทำอย่างไร

ถ้ากำลังฝืนตื่น สมาธิหลุด รถเริ่มออกนอกเลน หรือล้อรถทับแถบเตือนข้างทาง อย่าขับต่อ ให้หาจุดที่ปลอดภัยแล้วจอดรถก่อน[8]

  • เปลี่ยนคนขับ หรือใช้การเดินทางแบบอื่น
  • หากยังง่วงหรือสมาธิไม่พร้อม ไม่ควรกลับไปขับรถหรือทำงานเสี่ยง[8,12]
  • ตรวจฉลากยาว่ามีคำเตือนเรื่องง่วงหรือการขับรถหรือไม่ หากมี ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และอย่าหยุดยาหรือปรับยาเอง

กาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังอาจช่วยได้เพียงช่วงสั้น ๆ และอาจทำให้รู้สึกว่าตัวเองตื่นตัวกว่าที่เป็นจริง โดยเฉพาะเมื่ออดนอนมาก จึงไม่ควรคิดว่าดื่มแล้วจะขับต่อได้[8]

ความง่วงและความล้าทำให้ความตื่นตัวลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บจากการทำงาน หากต้องทำงานกับเครื่องจักร ทำงานบนที่สูง งานไฟฟ้า หรืองานอื่นที่พลาดแล้วอาจทำให้บาดเจ็บ ไม่ควรฝืนทำต่อ ควรแจ้งหัวหน้างานหรือผู้รับผิดชอบ เพื่อจัดการความเสี่ยงตามมาตรการของสถานที่ทำงาน[12]

ผู้ชายแต่งกายสุภาพกำลังอ้าปากหาวระหว่างนั่งประชุมที่โต๊ะร่วมกับผู้ใหญ่คนอื่นในห้องประชุมที่ไม่มีข้อความอ่านได้

แพทย์อาจประเมินอะไรบ้าง

แพทย์อาจถามว่าเริ่มง่วงตั้งแต่เมื่อไร มักง่วงช่วงไหน เคยหลับไปโดยไม่ตั้งใจหรือไม่ กลางคืนนอนกี่ชั่วโมง ตื่นบ่อยหรือไม่ ทำงานเป็นกะหรือไม่ มีคนเคยสังเกตเห็นอาการขณะคุณหลับหรือไม่ และใช้ยา แอลกอฮอล์ หรือสารอะไรบ้าง[3]

สิ่งที่อาจใช้ประกอบการประเมิน ได้แก่[3,6]

  • ประวัติการนอนและบันทึกการนอน
  • รายชื่อยา อาหารเสริม แอลกอฮอล์ และสารอื่น
  • ผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและความปลอดภัย
  • แบบสอบถามคัดกรอง ซึ่งใช้ประเมินเบื้องต้น ไม่ได้ใช้ยืนยันโรค
  • การตรวจเลือดบางรายการเมื่อสงสัยสาเหตุทางกาย
  • การตรวจการนอนหลับ เมื่อประวัติชี้ว่ามีความผิดปกติของการนอนที่ควรตรวจ

สำหรับ OSA แนวทางของสมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งสหรัฐอเมริกา (AASM) ระบุว่าการวินิจฉัยควรทำร่วมกับการประเมินการนอนอย่างครบถ้วน และใช้การตรวจการนอนหลับที่เหมาะสม ไม่ควรใช้เครื่องมือทางคลินิก แบบสอบถาม หรือแบบคำนวณคาดการณ์ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวเพื่อวินิจฉัย OSA โดยไม่มีการตรวจดังกล่าว[6]

คำถามที่พบบ่อย

นอนพอแล้ว ทำไมยังง่วง

จำนวนชั่วโมงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง คุณอาจตื่นบ่อย นอนไม่ตรงเวลา คุณภาพการนอนไม่ดี ใช้ยาที่ทำให้ง่วง ทำงานเป็นกะ หรือมีปัญหาสุขภาพและความผิดปกติของการนอนร่วมด้วย หากง่วงต่อเนื่องแม้มีโอกาสนอนเพียงพอ ควรให้แพทย์ช่วยหาสาเหตุ[2,3]

ง่วงนอนตลอดเวลา ต่างจากอ่อนเพลียอย่างไร

ง่วงคือมีแนวโน้มจะหลับหรือฝืนตื่นยาก ส่วนอ่อนเพลียคือรู้สึกหมดแรงหรือไม่มีพลังโดยไม่จำเป็นต้องหลับ ทั้งสองอย่างเกิดพร้อมกันได้ การเล่าให้แพทย์ฟังว่า “เผลอหลับตอนไหน” และ “หมดแรงแต่ไม่หลับตอนไหน” จะช่วยแยกปัญหาได้ดีกว่าบอกรวม ๆ ว่า “เหนื่อย”[1,3]

ง่วงตอนกลางวันแปลว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่

ยังสรุปไม่ได้ครับ OSA เป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุของอาการง่วง ควรดูอาการหลายอย่างร่วมกัน เช่น กรนดัง หยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก ตื่นบ่อย นอนไม่สดชื่น และง่วงมาก ส่วนการยืนยันโรคต้องอาศัยการประเมินและการตรวจการนอนหลับ[5,6]

แบบประเมิน Epworth หรือ STOP-Bang วินิจฉัยโรคได้หรือไม่

ไม่ได้ครับ แบบประเมินช่วยคัดกรองและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น แต่คะแนนไม่ใช่ผลวินิจฉัย National Institute for Health and Care Excellence (NICE) ของสหราชอาณาจักรระบุว่า ไม่ควรใช้คะแนน Epworth เพียงอย่างเดียวตัดสินว่าจะส่งต่อผู้ป่วยหรือไม่ และ AASM แนะนำว่าไม่ควรใช้เครื่องมือทางคลินิก แบบสอบถาม หรือแบบคำนวณคาดการณ์ความเสี่ยงเพียงอย่างเดียววินิจฉัย OSA หากไม่มีการตรวจการนอนหลับที่เหมาะสม[5,6]

ง่วงนอนจากยาควรหยุดยาเองไหม

ไม่ควรหยุดยาเองครับ ควรนำชื่อยา ขนาดยา เวลาที่ใช้ และอาการที่เกิดขึ้น ไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะการหยุดยาหรือเปลี่ยนขนาดยาเองอาจเป็นอันตราย[3]

ง่วงแค่ไหนจึงควรพบแพทย์

ควรพบแพทย์เมื่อเผลอหลับบ่อย อาการกระทบชีวิตหรือความปลอดภัย ยังง่วงแม้มีโอกาสนอนเพียงพอ หรือมีอาการร่วมที่ชวนให้สงสัยว่ามีความผิดปกติของการนอน การพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องตรวจการนอนหลับ แต่ช่วยให้เลือกวิธีประเมินที่เหมาะกับสาเหตุได้[1,3]

ถ้าง่วงขณะขับรถ กาแฟช่วยให้ขับต่อได้ไหม

ไม่ควรคิดว่าดื่มกาแฟแล้วจะขับต่อได้อย่างปลอดภัย คาเฟอีนช่วยให้ตื่นเพียงชั่วคราว และเมื่ออดนอนมากอาจยังเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว ให้หยุดในที่ปลอดภัย เปลี่ยนคนขับหรือใช้การเดินทางแบบอื่น และพักให้เพียงพอ[8]

สรุป

อาการง่วงนอนมากผิดปกติระหว่างวันเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่นอนไม่พอ เวลานอนไม่สม่ำเสมอ ทำงานเป็นกะ ใช้ยาบางชนิด ดื่มแอลกอฮอล์ และการนอนที่ถูกรบกวน ไปจนถึงความผิดปกติของการนอนและปัญหาสุขภาพอื่น[2,3,4]

ขั้นแรก ลองแยกให้ออกว่าเป็น “ง่วงจนมีแนวโน้มจะหลับ” หรือ “อ่อนเพลียแต่ไม่ถึงกับจะหลับ” แล้วจดรูปแบบการนอนและอาการร่วม ทบทวนยาที่ใช้กับแพทย์หรือเภสัชกร และให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อชีวิต ถ้าง่วงขณะขับรถ ให้หยุดรถในที่ปลอดภัย ถ้าง่วงระหว่างทำงานเสี่ยง ให้แจ้งผู้รับผิดชอบและทำตามมาตรการความปลอดภัย ไม่ควรฝืนหรือพึ่งคาเฟอีนเพื่อทำต่อ[3,8,12]

แพทย์ต้องหาสาเหตุก่อน จึงจะเลือกการรักษาที่เหมาะสมได้ ส่วนอาการเพียงอย่างเดียว คะแนนจากแบบสอบถาม หรือคำตอบจากบทความ ใช้ยืนยันโรคแทนการวินิจฉัยของแพทย์ไม่ได้[1,3,6]

แหล่งอ้างอิง

  1. American Academy of Sleep Medicine, Clinical significance of sleepiness, 2025

  2. American Academy of Sleep Medicine and Sleep Research Society, Recommended amount of sleep for a healthy adult, 2015

  3. MedlinePlus, Drowsiness, reviewed 3 July 2025

  4. CDC/NIOSH, Shift Work and Sleep, 2016

  5. National Institute for Health and Care Excellence (NICE), Obstructive sleep apnoea/hypopnoea syndrome and obesity hypoventilation syndrome in over 16s, NG202, 2021

  6. AASM Clinical Practice Guideline for Diagnostic Testing for Adult OSA, 2017

  7. NHS, Sleep apnoea, reviewed 11 May 2026

  8. U.S. National Highway Traffic Safety Administration, Drowsy Driving

  9. AASM Clinical Practice Guideline for Treatment of Central Disorders of Hypersomnolence, 2021

  10. U.S. National Institute of Neurological Disorders and Stroke, Narcolepsy, reviewed 13 March 2026

  11. AASM Sleep Education, Sleep Diary, reviewed by Lawrence Epstein MD, updated March 2021

  12. U.S. Occupational Safety and Health Administration, Worker Fatigue: Hazards