เด็กนอนกรน เกิดจากอะไร อาการแบบไหนควรพาไปตรวจ และรักษาอย่างไร
อัปเดตล่าสุด:
เด็กกรนได้ครับ บางครั้งกรนแค่ช่วงที่เป็นหวัดหรือคัดจมูก แต่ถ้าลูกกรนบ่อย กรนดัง หายใจติดขัด สะดุ้งเฮือก หรือตอนกลางวันง่วง ซน หรือหงุดหงิดผิดปกติ ควรพาไปให้แพทย์ประเมิน
เด็กที่นอนกรนไม่ได้เป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ OSA ทุกคนครับ แต่ถ้ากรนบ่อยหรือมีอาการอื่นร่วมก็ควรใส่ใจ เนื้อหาต่อไปนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูอาการที่บ้านได้ง่ายขึ้น เข้าใจว่าการตรวจมีอะไรบ้าง และรู้ว่าการรักษาจะเลือกให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน[1]
กรนธรรมดากับ OSA ต่างกันอย่างไร
เสียงกรนเกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนแคบลงตอนหลับ เนื้อเยื่อบริเวณคอหรือเพดานอ่อนจึงสั่นและเกิดเสียง เด็กบางคนกรนเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้มีการอุดกั้นที่สำคัญ แต่บางคนมีปัญหาการหายใจขณะหลับได้ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึง OSA
OSA คือภาวะที่ทางเดินหายใจส่วนบนตีบหรือปิดซ้ำ ๆ ระหว่างหลับ ทำให้หายใจได้ไม่เต็มที่และนอนไม่มีคุณภาพ เสียงกรนช่วยบอกว่าควรสังเกตต่อ แต่เสียงกรนอย่างเดียวใช้ยืนยัน OSA หรือบอกความรุนแรงไม่ได้ ประวัติ อาการ แบบสอบถาม คลิปวิดีโอ หรือขนาดทอนซิลเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ใช้วินิจฉัยแทนการประเมินโดยแพทย์ไม่ได้[3]
เวลาสังเกตลูกจึงอย่าดูแค่ว่ามีเสียงกรนหรือไม่ ลองดูด้วยว่ากรนบ่อยแค่ไหน หายใจแรงหรือเปล่า มีช่วงที่เหมือนหยุดหายใจแล้วหายใจเฮือกหรือไม่ และตอนกลางวันพฤติกรรมหรือความตื่นตัวเปลี่ยนไปไหม
ถ้าเด็กมี OSA และไม่ได้รับการดูแล อาจนอนหลับไม่เต็มที่และกระทบพฤติกรรม การเรียน การเจริญเติบโต หรือสุขภาพหัวใจได้[6] แต่เสียงกรนอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะมีผลเหล่านี้ทุกคน แพทย์จึงต้องช่วยแยกกรนทั่วไปออกจาก OSA และดูสาเหตุอื่นประกอบ
ลูกนอนกรนเกิดจากอะไร
เด็กกรนได้จากหลายสาเหตุครับ และบางคนมีหลายปัจจัยพร้อมกัน สาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้
ต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต
ต่อมทอนซิลอยู่สองข้างในลำคอ ส่วนอะดีนอยด์อยู่ด้านหลังโพรงจมูก[6] เมื่อเนื้อเยื่อเหล่านี้โต ทางเดินหายใจอาจแคบลง โดยเฉพาะตอนหลับ แต่ขนาดต่อมที่เห็นจากการตรวจอย่างเดียว ยังยืนยันไม่ได้ว่าเด็กมี OSA หรือมีอาการรุนแรงแค่ไหน[3]
จมูกอุดกั้นหรือภูมิแพ้
คัดจมูก เยื่อบุจมูกอักเสบ ภูมิแพ้ หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ อาจทำให้เด็กหายใจทางปากและกรนมากขึ้น ถ้าเป็นเฉพาะตอนเป็นหวัด อาการอาจดีขึ้นเมื่อหายป่วย แต่ถ้าคัดจมูกหรือกรนไม่หาย ควรให้แพทย์ช่วยหาสาเหตุ แทนการซื้อยาหรือใช้ยาต่อเนื่องเอง[1]
น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนทำให้เด็กบางคนมีโอกาสเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับมากขึ้น การดูแลน้ำหนักควรเหมาะกับวัยและทำร่วมกับทีมสุขภาพ ไม่ควรรอให้น้ำหนักลดก่อนแล้วค่อยตรวจหรือรักษาปัญหาการหายใจขณะหลับ[1]
โครงสร้างใบหน้า ช่องปาก หรือทางเดินหายใจ
ขากรรไกร ลิ้น เพดานปาก หรือโครงสร้างใบหน้าบางแบบอาจทำให้ทางเดินหายใจแคบ เด็กบางคนจึงต้องให้แพทย์หลายสาขาช่วยกันดูว่าอุดกั้นตรงไหนและควรดูแลอย่างไร[1,7]
โรคร่วมหรือภาวะเฉพาะบางชนิด
ถ้าเด็กมีดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) ความผิดปกติของกะโหลกศีรษะและใบหน้า โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โรคร่วมซับซ้อน หรืออายุต่ำกว่า 1 ปี แพทย์จะต้องดูเป็นรายคนตามอายุและโรคร่วม ไม่ควรนำคำแนะนำสำหรับ OSA ที่ไม่ซับซ้อนมาใช้แทนการประเมินโดยทีมแพทย์[1,3,7]
อาการอะไรที่ควรสังเกต
อาการ OSA ในเด็กอาจไม่เหมือนผู้ใหญ่ครับ บางคนไม่ได้ง่วงชัด ๆ แต่กลับซนขึ้น สมาธิลดลง หรือหงุดหงิดง่าย ลองสังเกตทั้งตอนกลางคืนและกลางวัน แล้วเล่าให้แพทย์ฟัง จะช่วยให้เห็นภาพได้ครบขึ้น[6,7]
อาการที่สังเกตได้ตอนกลางคืน
- กรนบ่อยหรือเสียงดัง
- เหมือนหายใจหยุดไปชั่วครู่ แล้วสะดุ้งเฮือก
- ต้องออกแรงหายใจ จนเห็นหน้าอกหรือคอบุ๋มลงขณะหายใจ
- หายใจทางปาก คอแห้ง หรือตื่นมาดื่มน้ำบ่อย
- นอนดิ้น เหงื่อออกมาก หรือชอบแหงนคอ
- ปัสสาวะรดที่นอน โดยเฉพาะถ้ากลับมาเป็นอีกหลังจากเคยหยุดได้แล้ว[1,6,7]
ถ้าเห็นอาการเหล่านี้ ควรพาไปให้แพทย์ประเมินครับ แต่อาการข้อเดียวก็ยังใช้วินิจฉัย OSA ไม่ได้ และยังบอกความรุนแรงไม่ได้
อาการที่อาจเห็นตอนกลางวัน
- ตื่นยาก ง่วงระหว่างวัน หรือเผลอหลับในเวลาที่ไม่ควรหลับ
- ซนขึ้น หงุดหงิดง่าย อารมณ์เปลี่ยน หรือควบคุมพฤติกรรมยากขึ้น
- สมาธิ ความจำ หรือผลการเรียนเปลี่ยนไป
- ปวดศีรษะหรือปากแห้งตอนเช้า
- การเจริญเติบโตหรือน้ำหนักผิดปกติ[6,7]
อาการตอนกลางวันเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงอย่าใช้พฤติกรรมหรือผลการเรียนอย่างเดียวมาสรุปว่าเด็กมี OSA แต่ควรดูสาเหตุอื่นประกอบด้วย
สิ่งที่ควรจดก่อนพาลูกไปพบแพทย์
ก่อนพาลูกไปพบแพทย์ ลองจดอาการไว้ครับ เพราะหลายอย่างเกิดขึ้นตอนลูกหลับ สิ่งที่จดได้มีดังนี้
- ลูกกรนกี่คืนต่อสัปดาห์ และเป็นมานานแค่ไหน
- กรนดังตลอด หรือกรนเฉพาะตอนเป็นหวัดหรือตอนมีอาการภูมิแพ้
- มีหายใจสะดุด สะดุ้งเฮือก อกบุ๋ม หรือท่านอนแปลก ๆ หรือไม่
- กลางวันง่วง พฤติกรรม สมาธิ หรือการเรียนเปลี่ยนไปอย่างไร
- มีภูมิแพ้ ใช้ยาอะไร น้ำหนักเปลี่ยน มีโรคประจำตัว หรือเคยรักษาอะไรมาก่อนหรือไม่
ถ้าทำได้อย่างปลอดภัยและไม่รบกวนลูก อาจถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ให้เห็นลักษณะการหายใจและการขยับหน้าอกได้ คลิปช่วยให้แพทย์เข้าใจเหตุการณ์ที่บ้าน แต่ใช้ยืนยัน OSA หรือแทนการตรวจการนอนหลับไม่ได้[3]
เมื่อไรควรพาเด็กนอนกรนไปพบแพทย์
ควรนัดพาลูกไปพบแพทย์ หากลูกกรนบ่อยร่วมกับมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ หายใจสะดุด สะดุ้งเฮือก หายใจแรง หายใจทางปากมาก นอนดิ้น หรือตอนกลางวันมีพฤติกรรม สมาธิ ความตื่นตัว หรือการเจริญเติบโตเปลี่ยนไป[1] ถ้ามีอาการที่น่ากังวลเหล่านี้ แม้จะไม่แน่ใจว่าลูกกรนหรือไม่ ก็ควรพาไปปรึกษาแพทย์เช่นกัน[6]
ถ้าเด็กมีโรคอ้วน ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) ความผิดปกติของกะโหลกศีรษะและใบหน้า หรือโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แพทย์จะดูโรคร่วมด้วย เพราะเด็กกลุ่มนี้อาจต้องใช้แนวทางต่างจากเด็กทั่วไป[4,7] ส่วนเด็กที่เคยรักษาแล้วแต่ยังกรนหรืออาการกลับมา ควรกลับไปให้ทีมรักษาประเมิน ไม่ควรสรุปเองว่ารักษาไม่ได้ผลหรือปล่อยไว้[1,5]
ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรรอ
หากเด็กหยุดหายใจ หายใจลำบากมาก หรือริมฝีปากหรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ เทา หรือซีดผิดปกติ ให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที⁹¹⁰¹¹
แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง
แพทย์จะเริ่มจากถามอาการที่บ้าน แล้วตรวจจมูก ช่องปาก ต่อมทอนซิล การหายใจ โครงสร้างใบหน้า การเจริญเติบโต และโรคร่วม เด็กบางคนอาจต้องพบกุมารแพทย์ แพทย์ด้านการนอนหลับ แพทย์หู คอ จมูก หรือทีมแพทย์หลายสาขา
การซักประวัติและตรวจร่างกายช่วยได้มาก แต่ยังแยกกรนทั่วไปออกจาก OSA หรือบอกความรุนแรงได้ไม่แม่นยำเสมอไป[1,3] ถ้าแพทย์สงสัย OSA มักพิจารณาตรวจการนอนหลับแบบ polysomnography หรือ PSG แต่ถ้าเข้าถึง PSG ไม่ได้ แพทย์อาจเลือกการตรวจอื่นที่เหมาะสมหรือส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ[1,3]
PSG คืออะไร
PSG คือการตรวจการนอนหลับตลอดคืน ทีมตรวจจะบันทึกการหายใจ การไหลของอากาศ การขยับหน้าอก ระดับออกซิเจน ชีพจร และระยะการนอนหลับ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ดูว่ามีการอุดกั้นหรือไม่ รุนแรงแค่ไหน และควรดูแลต่ออย่างไร
American Academy of Sleep Medicine (AASM) ระบุว่า PSG ตลอดคืนในห้องปฏิบัติการที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลระหว่างตรวจเป็นมาตรฐานสำหรับวินิจฉัย OSA ในเด็ก และอาจใช้ในบางกรณี เช่น ใช้ปรับแรงดันในการรักษาด้วยแรงดันบวก หรือ PAP และใช้ติดตามผลในเด็กบางกลุ่มหลังรักษา[3]
Home Sleep Apnea Test (HSAT) ใช้แทน PSG ในเด็กได้ไหม
AASM ระบุว่าไม่แนะนำให้นำการตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่บ้าน (Home Sleep Apnea Test หรือ HSAT) มาใช้วินิจฉัย OSA ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะหลักฐานจากงานวิจัยยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการตรวจแบบนี้ใช้ได้ผลดีกับเด็ก[2]
ไม่ควรซื้ออุปกรณ์หรือเลือกการตรวจเองจากโฆษณาครับ หากสงสัย OSA ให้แพทย์ประเมินและเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสม สำหรับการวินิจฉัย OSA ในเด็ก แนวทางที่อ้างถึงในบทความนี้ใช้ PSG ตลอดคืน[1,3]
การรักษามีอะไรบ้าง
การรักษาไม่มีสูตรเดียวครับ แพทย์จะดูว่าเป็นแค่กรนหรือมี OSA ด้วย อุดกั้นตรงไหน อาการมากแค่ไหน อายุเท่าไร และมีโรคร่วมอะไร แล้วเลือกวิธีที่เหมาะกับเด็กคนนั้น[1,4,5]
ถ้ามีโรคร่วม แพทย์อาจให้ยาตามสาเหตุ แต่แพทย์ต้องเป็นผู้กำหนดชนิดยา ระยะเวลา และการติดตาม ไม่มียาชนิดเดียวที่เหมาะกับเด็กทุกคน และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะ ยาภูมิแพ้ หรือยาอื่นมาใช้รักษา OSA เองครับ[1]
ตัวอย่างต่อไปนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าแพทย์อาจพิจารณาอะไรบ้าง ไม่ใช่รายการให้เลือกทำเองครับ
ดูแลจมูก โรคร่วม และน้ำหนัก
หลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง[7] ดูแลอาการคัดจมูกหรือภูมิแพ้ตามคำแนะนำของแพทย์ ถ้ามีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ให้ดูแลเรื่องน้ำหนักร่วมกับทีมสุขภาพ การดูแลน้ำหนักเป็นส่วนเสริมและไม่ควรเป็นเหตุให้ชะลอการตรวจหรือการรักษา OSA ที่จำเป็น[1]
ผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์
ถ้าตรวจพบ OSA และต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเมื่อเห็นว่าเหมาะสม เด็กบางคนยังมี OSA หลังผ่าตัดได้[4,5]
CPAP สำหรับเด็กบางคน
เด็กบางคนอาจใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง หรือ CPAP ได้ ทีมที่มีประสบการณ์จะช่วยเลือกหน้ากาก ตั้งแรงดัน และติดตามผล ไม่ควรซื้อเครื่องหรือปรับแรงดันเอง[1,3,5]
ถ้ารักษาแล้วลูกยังกรน ควรทำอย่างไร
ถ้าหลังการรักษาแล้วลูกยังกรน หายใจสะดุด หรือตอนกลางวันมีอาการ เช่น ตื่นยาก ง่วงผิดปกติ ซนหรือหงุดหงิดมากขึ้น สมาธิลดลง หรือผลการเรียนเปลี่ยนไป อย่าเพิ่งสรุปเองว่าการรักษาไม่ได้ผล หรือปล่อยไว้ครับ ควรนำอาการกลับไปคุยกับทีมรักษาเพื่อดูว่าต้องติดตามหรือตรวจอะไรเพิ่ม[1,6,7]
ทีมรักษาอาจทบทวนอาการ ผลตรวจเดิม วิธีรักษาที่ใช้อยู่ ปัจจัยเสี่ยง และตำแหน่งที่อาจอุดกั้น ถ้าลูกใช้ยาหรือเครื่องอยู่ ก็อาจดูด้วยว่าใช้ยาหรือเครื่องตามแผนได้สม่ำเสมอแค่ไหน[3,5] จากนั้นแพทย์จะเลือกว่าจะติดตามหรือตรวจเพิ่มอย่างไรให้เหมาะกับเด็กคนนั้น ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจการนอนหลับ[1] ไม่ควรปรับยา เครื่อง หรือแรงดันเองครับ[1]
ถ้ายังมีอาการหรืออาการกลับมาหลังผ่าตัด ให้ดูหัวข้อ “อาการยังอยู่หลังผ่าตัดควรทำอย่างไร” ด้านล่าง ซึ่งเป็นคำแนะนำเฉพาะกรณีครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเด็กนอนกรน
เด็กนอนกรนเป็นเรื่องปกติไหม
เด็กอาจกรนเป็นบางครั้งตอนเป็นหวัดหรือคัดจมูกได้ แต่ถ้ากรนบ่อย กรนดัง หายใจสะดุด หายใจแรง หรือมีอาการตอนกลางวันร่วมด้วย ควรพาไปให้แพทย์ประเมิน ไม่ควรรอดูว่าโตแล้วจะหายเอง[6]
เด็กนอนกรนทุกคนเป็น OSA หรือไม่
ไม่ใช่ครับ เสียงกรนเป็นเพียงสัญญาณให้สังเกตต่อ ยังยืนยันไม่ได้ว่าเด็กมี OSA การวินิจฉัยต้องใช้ประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม[1,3]
ถ่ายวิดีโอตอนลูกหลับช่วยแพทย์ได้ไหม
คลิปสั้น ๆ ที่เห็นลักษณะการหายใจ การขยับหน้าอก และช่วงที่สงสัยว่าหายใจสะดุด อาจช่วยให้แพทย์เข้าใจสิ่งที่เกิดที่บ้านได้ แต่คลิปบอกความรุนแรงไม่ได้ และใช้แทนการตรวจการนอนหลับแบบ polysomnography หรือ PSG ไม่ได้[3]
ตรวจที่บ้านแทน PSG ได้ไหม
AASM ระบุว่าไม่แนะนำให้นำ Home Sleep Apnea Test หรือ HSAT มาใช้วินิจฉัย OSA ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี[2] แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอายุ ความเสี่ยง และความพร้อมของสถานพยาบาลหรือทีมที่ดูแลเด็ก[1,3]
ผ่าตัดแล้วหายทุกคนหรือไม่
ไม่ใช่ครับ การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ช่วยเด็กที่เหมาะกับการผ่าตัดได้ แต่ OSA อาจยังอยู่หรือกลับมาได้ จึงควรติดตามอาการและตรวจซ้ำเมื่อแพทย์เห็นว่าจำเป็น[4,5]
เด็กใช้ CPAP ได้ไหม
เด็กบางคนใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง หรือ CPAP ได้ เช่น เด็กที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดหรือยังมี OSA หลังผ่าตัด แต่ต้องให้ทีมที่มีประสบการณ์ด้านเด็กช่วยเลือกหน้ากาก ตั้งแรงดัน และติดตามผล[1,5]
อาการยังอยู่หลังผ่าตัดควรทำอย่างไร
ถ้าลูกยังมีอาการของ OSA หลังผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ ให้ติดต่อทีมรักษาเพื่อดูแลต่อ เพราะเด็กบางคนยังมี OSA หลังผ่าตัด[5] แพทย์จะดูอาการ ปัจจัยเสี่ยง และผลตรวจที่เหมาะสม และอาจพิจารณาตรวจการนอนหลับซ้ำ[3,5] ถ้ายืนยันได้หรือยังสงสัยว่ามี OSA อยู่ ทีมรักษาจะเลือกวิธีดูแลตามสาเหตุและความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ CPAP หรือการประเมินตำแหน่งอุดกั้นเพิ่มเติม[5] ไม่ควรซื้ออุปกรณ์หรือเปลี่ยนการรักษาเองครับ[5]
สรุป: ถ้าลูกกรน ควรทำอย่างไรต่อ
เด็กกรนไม่ได้แปลว่าเป็น OSA ทุกคนครับ แต่ถ้ากรนบ่อย หายใจสะดุด หายใจแรง หรือตอนกลางวันพฤติกรรมและความตื่นตัวเปลี่ยนไป ควรพาไปให้แพทย์ประเมิน ถ้าแพทย์สงสัย OSA มักพิจารณาตรวจ PSG ตลอดคืน[1,3] และไม่แนะนำให้ใช้ HSAT เพื่อวินิจฉัย OSA ในเด็ก[2]
การรักษาอาจเริ่มจากดูแลปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลง รักษาภูมิแพ้ ผ่าตัด หรือใช้ CPAP ตามสาเหตุและความเหมาะสม[1,4,5] เด็กที่ยังมีอาการหลังรักษาควรกลับไปติดตามกับทีมรักษา ไม่ควรปรับยา เครื่อง หรือแรงดันเอง[1,5]
ถ้ากำลังหาสถานพยาบาลเพื่อตรวจการนอนหลับ ลองถามก่อนว่ามีทีมและระบบตรวจสำหรับเด็กหรือไม่ เพราะแต่ละแห่งให้บริการไม่เหมือนกัน
เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากสงสัยว่าลูกมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษากุมารแพทย์ แพทย์ด้านการนอนหลับ หรือแพทย์หู คอ จมูกที่ดูแลเด็ก
แหล่งอ้างอิง
- American Academy of Pediatrics (AAP), 2012: Diagnosis and Management of Childhood Obstructive Sleep Apnea Syndrome – เอกสารแนวทางปี 2012 ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ และไม่ควรตีความว่าเป็นแนวทางปัจจุบันโดยอัตโนมัติ Official AAP full text
- American Academy of Sleep Medicine: Home Sleep Apnea Test for the Diagnosis of OSA in Children
- American Academy of Sleep Medicine: Respiratory Indications for Polysomnography in Children
- AAO-HNSF: Tonsillectomy in Children – Updated Guideline
- American Thoracic Society: Persistent Post-adenotonsillectomy OSA in Children
- American Academy of Pediatrics – HealthyChildren.org: Sleep Apnea in Children
- National Heart, Lung, and Blood Institute: Sleep Apnea in Children
- National Cancer Institute: Anatomy of the throat
- American Academy of Pediatrics – HealthyChildren.org: When Your Child Needs Emergency Medical Services
- American Academy of Pediatrics – HealthyChildren.org: When to Call Emergency Medical Services (EMS) for Your Child
- healthdirect Australia: Symptoms of serious illness in babies and children



