เด็กนอนกรน เกิดจากอะไร อาการแบบไหนควรพาไปตรวจ และรักษาอย่างไร

อัปเดตล่าสุด:

เด็กนั่งรับประทานอาหารเช้าและดูง่วง โดยมีผู้ปกครองคอยสังเกต

เด็กกรนได้ครับ บางครั้งกรนแค่ช่วงที่เป็นหวัดหรือคัดจมูก แต่ถ้าลูกกรนบ่อย กรนดัง หายใจติดขัด สะดุ้งเฮือก หรือตอนกลางวันง่วง ซน หรือหงุดหงิดผิดปกติ ควรพาไปให้แพทย์ประเมิน

เด็กที่นอนกรนไม่ได้เป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ OSA ทุกคนครับ แต่ถ้ากรนบ่อยหรือมีอาการอื่นร่วมก็ควรใส่ใจ เนื้อหาต่อไปนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูอาการที่บ้านได้ง่ายขึ้น เข้าใจว่าการตรวจมีอะไรบ้าง และรู้ว่าการรักษาจะเลือกให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน[1]

กรนธรรมดากับ OSA ต่างกันอย่างไร

เสียงกรนเกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนแคบลงตอนหลับ เนื้อเยื่อบริเวณคอหรือเพดานอ่อนจึงสั่นและเกิดเสียง เด็กบางคนกรนเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้มีการอุดกั้นที่สำคัญ แต่บางคนมีปัญหาการหายใจขณะหลับได้ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึง OSA

OSA คือภาวะที่ทางเดินหายใจส่วนบนตีบหรือปิดซ้ำ ๆ ระหว่างหลับ ทำให้หายใจได้ไม่เต็มที่และนอนไม่มีคุณภาพ เสียงกรนช่วยบอกว่าควรสังเกตต่อ แต่เสียงกรนอย่างเดียวใช้ยืนยัน OSA หรือบอกความรุนแรงไม่ได้ ประวัติ อาการ แบบสอบถาม คลิปวิดีโอ หรือขนาดทอนซิลเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ใช้วินิจฉัยแทนการประเมินโดยแพทย์ไม่ได้[3]

เวลาสังเกตลูกจึงอย่าดูแค่ว่ามีเสียงกรนหรือไม่ ลองดูด้วยว่ากรนบ่อยแค่ไหน หายใจแรงหรือเปล่า มีช่วงที่เหมือนหยุดหายใจแล้วหายใจเฮือกหรือไม่ และตอนกลางวันพฤติกรรมหรือความตื่นตัวเปลี่ยนไปไหม

ถ้าเด็กมี OSA และไม่ได้รับการดูแล อาจนอนหลับไม่เต็มที่และกระทบพฤติกรรม การเรียน การเจริญเติบโต หรือสุขภาพหัวใจได้[6] แต่เสียงกรนอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะมีผลเหล่านี้ทุกคน แพทย์จึงต้องช่วยแยกกรนทั่วไปออกจาก OSA และดูสาเหตุอื่นประกอบ

ลูกนอนกรนเกิดจากอะไร

เด็กกรนได้จากหลายสาเหตุครับ และบางคนมีหลายปัจจัยพร้อมกัน สาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้

ต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต

ต่อมทอนซิลอยู่สองข้างในลำคอ ส่วนอะดีนอยด์อยู่ด้านหลังโพรงจมูก[6] เมื่อเนื้อเยื่อเหล่านี้โต ทางเดินหายใจอาจแคบลง โดยเฉพาะตอนหลับ แต่ขนาดต่อมที่เห็นจากการตรวจอย่างเดียว ยังยืนยันไม่ได้ว่าเด็กมี OSA หรือมีอาการรุนแรงแค่ไหน[3]

ภาพตำแหน่งต่อมทอนซิลที่ด้านข้างลำคอและอะดีนอยด์ด้านหลังโพรงจมูก ซึ่งอาจทำให้ทางเดินหายใจแคบลง แต่ขนาดต่อมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่การยืนยัน OSA หรือบอกความรุนแรง
ภาพแสดงตำแหน่งต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์แบบย่อ[8]

จมูกอุดกั้นหรือภูมิแพ้

คัดจมูก เยื่อบุจมูกอักเสบ ภูมิแพ้ หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ อาจทำให้เด็กหายใจทางปากและกรนมากขึ้น ถ้าเป็นเฉพาะตอนเป็นหวัด อาการอาจดีขึ้นเมื่อหายป่วย แต่ถ้าคัดจมูกหรือกรนไม่หาย ควรให้แพทย์ช่วยหาสาเหตุ แทนการซื้อยาหรือใช้ยาต่อเนื่องเอง[1]

น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนทำให้เด็กบางคนมีโอกาสเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับมากขึ้น การดูแลน้ำหนักควรเหมาะกับวัยและทำร่วมกับทีมสุขภาพ ไม่ควรรอให้น้ำหนักลดก่อนแล้วค่อยตรวจหรือรักษาปัญหาการหายใจขณะหลับ[1]

โครงสร้างใบหน้า ช่องปาก หรือทางเดินหายใจ

ขากรรไกร ลิ้น เพดานปาก หรือโครงสร้างใบหน้าบางแบบอาจทำให้ทางเดินหายใจแคบ เด็กบางคนจึงต้องให้แพทย์หลายสาขาช่วยกันดูว่าอุดกั้นตรงไหนและควรดูแลอย่างไร[1,7]

โรคร่วมหรือภาวะเฉพาะบางชนิด

ถ้าเด็กมีดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) ความผิดปกติของกะโหลกศีรษะและใบหน้า โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โรคร่วมซับซ้อน หรืออายุต่ำกว่า 1 ปี แพทย์จะต้องดูเป็นรายคนตามอายุและโรคร่วม ไม่ควรนำคำแนะนำสำหรับ OSA ที่ไม่ซับซ้อนมาใช้แทนการประเมินโดยทีมแพทย์[1,3,7]

อาการอะไรที่ควรสังเกต

อาการ OSA ในเด็กอาจไม่เหมือนผู้ใหญ่ครับ บางคนไม่ได้ง่วงชัด ๆ แต่กลับซนขึ้น สมาธิลดลง หรือหงุดหงิดง่าย ลองสังเกตทั้งตอนกลางคืนและกลางวัน แล้วเล่าให้แพทย์ฟัง จะช่วยให้เห็นภาพได้ครบขึ้น[6,7]

อาการที่สังเกตได้ตอนกลางคืน

  • กรนบ่อยหรือเสียงดัง
  • เหมือนหายใจหยุดไปชั่วครู่ แล้วสะดุ้งเฮือก
  • ต้องออกแรงหายใจ จนเห็นหน้าอกหรือคอบุ๋มลงขณะหายใจ
  • หายใจทางปาก คอแห้ง หรือตื่นมาดื่มน้ำบ่อย
  • นอนดิ้น เหงื่อออกมาก หรือชอบแหงนคอ
  • ปัสสาวะรดที่นอน โดยเฉพาะถ้ากลับมาเป็นอีกหลังจากเคยหยุดได้แล้ว[1,6,7]

ถ้าเห็นอาการเหล่านี้ ควรพาไปให้แพทย์ประเมินครับ แต่อาการข้อเดียวก็ยังใช้วินิจฉัย OSA ไม่ได้ และยังบอกความรุนแรงไม่ได้

อาการที่อาจเห็นตอนกลางวัน

  • ตื่นยาก ง่วงระหว่างวัน หรือเผลอหลับในเวลาที่ไม่ควรหลับ
  • ซนขึ้น หงุดหงิดง่าย อารมณ์เปลี่ยน หรือควบคุมพฤติกรรมยากขึ้น
  • สมาธิ ความจำ หรือผลการเรียนเปลี่ยนไป
  • ปวดศีรษะหรือปากแห้งตอนเช้า
  • การเจริญเติบโตหรือน้ำหนักผิดปกติ[6,7]

อาการตอนกลางวันเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงอย่าใช้พฤติกรรมหรือผลการเรียนอย่างเดียวมาสรุปว่าเด็กมี OSA แต่ควรดูสาเหตุอื่นประกอบด้วย

สิ่งที่ควรจดก่อนพาลูกไปพบแพทย์

ก่อนพาลูกไปพบแพทย์ ลองจดอาการไว้ครับ เพราะหลายอย่างเกิดขึ้นตอนลูกหลับ สิ่งที่จดได้มีดังนี้

  • ลูกกรนกี่คืนต่อสัปดาห์ และเป็นมานานแค่ไหน
  • กรนดังตลอด หรือกรนเฉพาะตอนเป็นหวัดหรือตอนมีอาการภูมิแพ้
  • มีหายใจสะดุด สะดุ้งเฮือก อกบุ๋ม หรือท่านอนแปลก ๆ หรือไม่
  • กลางวันง่วง พฤติกรรม สมาธิ หรือการเรียนเปลี่ยนไปอย่างไร
  • มีภูมิแพ้ ใช้ยาอะไร น้ำหนักเปลี่ยน มีโรคประจำตัว หรือเคยรักษาอะไรมาก่อนหรือไม่

ถ้าทำได้อย่างปลอดภัยและไม่รบกวนลูก อาจถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ให้เห็นลักษณะการหายใจและการขยับหน้าอกได้ คลิปช่วยให้แพทย์เข้าใจเหตุการณ์ที่บ้าน แต่ใช้ยืนยัน OSA หรือแทนการตรวจการนอนหลับไม่ได้[3]

เมื่อไรควรพาเด็กนอนกรนไปพบแพทย์

ควรนัดพาลูกไปพบแพทย์ หากลูกกรนบ่อยร่วมกับมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ หายใจสะดุด สะดุ้งเฮือก หายใจแรง หายใจทางปากมาก นอนดิ้น หรือตอนกลางวันมีพฤติกรรม สมาธิ ความตื่นตัว หรือการเจริญเติบโตเปลี่ยนไป[1] ถ้ามีอาการที่น่ากังวลเหล่านี้ แม้จะไม่แน่ใจว่าลูกกรนหรือไม่ ก็ควรพาไปปรึกษาแพทย์เช่นกัน[6]

ถ้าเด็กมีโรคอ้วน ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) ความผิดปกติของกะโหลกศีรษะและใบหน้า หรือโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แพทย์จะดูโรคร่วมด้วย เพราะเด็กกลุ่มนี้อาจต้องใช้แนวทางต่างจากเด็กทั่วไป[4,7] ส่วนเด็กที่เคยรักษาแล้วแต่ยังกรนหรืออาการกลับมา ควรกลับไปให้ทีมรักษาประเมิน ไม่ควรสรุปเองว่ารักษาไม่ได้ผลหรือปล่อยไว้[1,5]

ภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรรอ

หากเด็กหยุดหายใจ หายใจลำบากมาก หรือริมฝีปากหรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ เทา หรือซีดผิดปกติ ให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที⁹¹⁰¹¹

แพทย์จะตรวจอะไรบ้าง

แพทย์จะเริ่มจากถามอาการที่บ้าน แล้วตรวจจมูก ช่องปาก ต่อมทอนซิล การหายใจ โครงสร้างใบหน้า การเจริญเติบโต และโรคร่วม เด็กบางคนอาจต้องพบกุมารแพทย์ แพทย์ด้านการนอนหลับ แพทย์หู คอ จมูก หรือทีมแพทย์หลายสาขา

การซักประวัติและตรวจร่างกายช่วยได้มาก แต่ยังแยกกรนทั่วไปออกจาก OSA หรือบอกความรุนแรงได้ไม่แม่นยำเสมอไป[1,3] ถ้าแพทย์สงสัย OSA มักพิจารณาตรวจการนอนหลับแบบ polysomnography หรือ PSG แต่ถ้าเข้าถึง PSG ไม่ได้ แพทย์อาจเลือกการตรวจอื่นที่เหมาะสมหรือส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ[1,3]

PSG คืออะไร

PSG คือการตรวจการนอนหลับตลอดคืน ทีมตรวจจะบันทึกการหายใจ การไหลของอากาศ การขยับหน้าอก ระดับออกซิเจน ชีพจร และระยะการนอนหลับ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ดูว่ามีการอุดกั้นหรือไม่ รุนแรงแค่ไหน และควรดูแลต่ออย่างไร

American Academy of Sleep Medicine (AASM) ระบุว่า PSG ตลอดคืนในห้องปฏิบัติการที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลระหว่างตรวจเป็นมาตรฐานสำหรับวินิจฉัย OSA ในเด็ก และอาจใช้ในบางกรณี เช่น ใช้ปรับแรงดันในการรักษาด้วยแรงดันบวก หรือ PAP และใช้ติดตามผลในเด็กบางกลุ่มหลังรักษา[3]

Home Sleep Apnea Test (HSAT) ใช้แทน PSG ในเด็กได้ไหม

AASM ระบุว่าไม่แนะนำให้นำการตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่บ้าน (Home Sleep Apnea Test หรือ HSAT) มาใช้วินิจฉัย OSA ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะหลักฐานจากงานวิจัยยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการตรวจแบบนี้ใช้ได้ผลดีกับเด็ก[2]

ไม่ควรซื้ออุปกรณ์หรือเลือกการตรวจเองจากโฆษณาครับ หากสงสัย OSA ให้แพทย์ประเมินและเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสม สำหรับการวินิจฉัย OSA ในเด็ก แนวทางที่อ้างถึงในบทความนี้ใช้ PSG ตลอดคืน[1,3]

การรักษามีอะไรบ้าง

การรักษาไม่มีสูตรเดียวครับ แพทย์จะดูว่าเป็นแค่กรนหรือมี OSA ด้วย อุดกั้นตรงไหน อาการมากแค่ไหน อายุเท่าไร และมีโรคร่วมอะไร แล้วเลือกวิธีที่เหมาะกับเด็กคนนั้น[1,4,5]

ถ้ามีโรคร่วม แพทย์อาจให้ยาตามสาเหตุ แต่แพทย์ต้องเป็นผู้กำหนดชนิดยา ระยะเวลา และการติดตาม ไม่มียาชนิดเดียวที่เหมาะกับเด็กทุกคน และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะ ยาภูมิแพ้ หรือยาอื่นมาใช้รักษา OSA เองครับ[1]

ตัวอย่างต่อไปนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าแพทย์อาจพิจารณาอะไรบ้าง ไม่ใช่รายการให้เลือกทำเองครับ

ดูแลจมูก โรคร่วม และน้ำหนัก

หลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง[7] ดูแลอาการคัดจมูกหรือภูมิแพ้ตามคำแนะนำของแพทย์ ถ้ามีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ให้ดูแลเรื่องน้ำหนักร่วมกับทีมสุขภาพ การดูแลน้ำหนักเป็นส่วนเสริมและไม่ควรเป็นเหตุให้ชะลอการตรวจหรือการรักษา OSA ที่จำเป็น[1]

ผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์

ถ้าตรวจพบ OSA และต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเมื่อเห็นว่าเหมาะสม เด็กบางคนยังมี OSA หลังผ่าตัดได้[4,5]

CPAP สำหรับเด็กบางคน

เด็กบางคนอาจใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง หรือ CPAP ได้ ทีมที่มีประสบการณ์จะช่วยเลือกหน้ากาก ตั้งแรงดัน และติดตามผล ไม่ควรซื้อเครื่องหรือปรับแรงดันเอง[1,3,5]

ถ้ารักษาแล้วลูกยังกรน ควรทำอย่างไร

ถ้าหลังการรักษาแล้วลูกยังกรน หายใจสะดุด หรือตอนกลางวันมีอาการ เช่น ตื่นยาก ง่วงผิดปกติ ซนหรือหงุดหงิดมากขึ้น สมาธิลดลง หรือผลการเรียนเปลี่ยนไป อย่าเพิ่งสรุปเองว่าการรักษาไม่ได้ผล หรือปล่อยไว้ครับ ควรนำอาการกลับไปคุยกับทีมรักษาเพื่อดูว่าต้องติดตามหรือตรวจอะไรเพิ่ม[1,6,7]

ทีมรักษาอาจทบทวนอาการ ผลตรวจเดิม วิธีรักษาที่ใช้อยู่ ปัจจัยเสี่ยง และตำแหน่งที่อาจอุดกั้น ถ้าลูกใช้ยาหรือเครื่องอยู่ ก็อาจดูด้วยว่าใช้ยาหรือเครื่องตามแผนได้สม่ำเสมอแค่ไหน[3,5] จากนั้นแพทย์จะเลือกว่าจะติดตามหรือตรวจเพิ่มอย่างไรให้เหมาะกับเด็กคนนั้น ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจการนอนหลับ[1] ไม่ควรปรับยา เครื่อง หรือแรงดันเองครับ[1]

ถ้ายังมีอาการหรืออาการกลับมาหลังผ่าตัด ให้ดูหัวข้อ “อาการยังอยู่หลังผ่าตัดควรทำอย่างไร” ด้านล่าง ซึ่งเป็นคำแนะนำเฉพาะกรณีครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเด็กนอนกรน

เด็กนอนกรนเป็นเรื่องปกติไหม

เด็กอาจกรนเป็นบางครั้งตอนเป็นหวัดหรือคัดจมูกได้ แต่ถ้ากรนบ่อย กรนดัง หายใจสะดุด หายใจแรง หรือมีอาการตอนกลางวันร่วมด้วย ควรพาไปให้แพทย์ประเมิน ไม่ควรรอดูว่าโตแล้วจะหายเอง[6]

เด็กนอนกรนทุกคนเป็น OSA หรือไม่

ไม่ใช่ครับ เสียงกรนเป็นเพียงสัญญาณให้สังเกตต่อ ยังยืนยันไม่ได้ว่าเด็กมี OSA การวินิจฉัยต้องใช้ประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม[1,3]

ถ่ายวิดีโอตอนลูกหลับช่วยแพทย์ได้ไหม

คลิปสั้น ๆ ที่เห็นลักษณะการหายใจ การขยับหน้าอก และช่วงที่สงสัยว่าหายใจสะดุด อาจช่วยให้แพทย์เข้าใจสิ่งที่เกิดที่บ้านได้ แต่คลิปบอกความรุนแรงไม่ได้ และใช้แทนการตรวจการนอนหลับแบบ polysomnography หรือ PSG ไม่ได้[3]

ตรวจที่บ้านแทน PSG ได้ไหม

AASM ระบุว่าไม่แนะนำให้นำ Home Sleep Apnea Test หรือ HSAT มาใช้วินิจฉัย OSA ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี[2] แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอายุ ความเสี่ยง และความพร้อมของสถานพยาบาลหรือทีมที่ดูแลเด็ก[1,3]

ผ่าตัดแล้วหายทุกคนหรือไม่

ไม่ใช่ครับ การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ช่วยเด็กที่เหมาะกับการผ่าตัดได้ แต่ OSA อาจยังอยู่หรือกลับมาได้ จึงควรติดตามอาการและตรวจซ้ำเมื่อแพทย์เห็นว่าจำเป็น[4,5]

เด็กใช้ CPAP ได้ไหม

เด็กบางคนใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง หรือ CPAP ได้ เช่น เด็กที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดหรือยังมี OSA หลังผ่าตัด แต่ต้องให้ทีมที่มีประสบการณ์ด้านเด็กช่วยเลือกหน้ากาก ตั้งแรงดัน และติดตามผล[1,5]

อาการยังอยู่หลังผ่าตัดควรทำอย่างไร

ถ้าลูกยังมีอาการของ OSA หลังผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ ให้ติดต่อทีมรักษาเพื่อดูแลต่อ เพราะเด็กบางคนยังมี OSA หลังผ่าตัด[5] แพทย์จะดูอาการ ปัจจัยเสี่ยง และผลตรวจที่เหมาะสม และอาจพิจารณาตรวจการนอนหลับซ้ำ[3,5] ถ้ายืนยันได้หรือยังสงสัยว่ามี OSA อยู่ ทีมรักษาจะเลือกวิธีดูแลตามสาเหตุและความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ CPAP หรือการประเมินตำแหน่งอุดกั้นเพิ่มเติม[5] ไม่ควรซื้ออุปกรณ์หรือเปลี่ยนการรักษาเองครับ[5]

สรุป: ถ้าลูกกรน ควรทำอย่างไรต่อ

เด็กกรนไม่ได้แปลว่าเป็น OSA ทุกคนครับ แต่ถ้ากรนบ่อย หายใจสะดุด หายใจแรง หรือตอนกลางวันพฤติกรรมและความตื่นตัวเปลี่ยนไป ควรพาไปให้แพทย์ประเมิน ถ้าแพทย์สงสัย OSA มักพิจารณาตรวจ PSG ตลอดคืน[1,3] และไม่แนะนำให้ใช้ HSAT เพื่อวินิจฉัย OSA ในเด็ก[2]

การรักษาอาจเริ่มจากดูแลปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลง รักษาภูมิแพ้ ผ่าตัด หรือใช้ CPAP ตามสาเหตุและความเหมาะสม[1,4,5] เด็กที่ยังมีอาการหลังรักษาควรกลับไปติดตามกับทีมรักษา ไม่ควรปรับยา เครื่อง หรือแรงดันเอง[1,5]

ถ้ากำลังหาสถานพยาบาลเพื่อตรวจการนอนหลับ ลองถามก่อนว่ามีทีมและระบบตรวจสำหรับเด็กหรือไม่ เพราะแต่ละแห่งให้บริการไม่เหมือนกัน

เนื้อหานี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากสงสัยว่าลูกมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษากุมารแพทย์ แพทย์ด้านการนอนหลับ หรือแพทย์หู คอ จมูกที่ดูแลเด็ก

แหล่งอ้างอิง

  1. American Academy of Pediatrics (AAP), 2012: Diagnosis and Management of Childhood Obstructive Sleep Apnea Syndrome – เอกสารแนวทางปี 2012 ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ และไม่ควรตีความว่าเป็นแนวทางปัจจุบันโดยอัตโนมัติ Official AAP full text
  2. American Academy of Sleep Medicine: Home Sleep Apnea Test for the Diagnosis of OSA in Children
  3. American Academy of Sleep Medicine: Respiratory Indications for Polysomnography in Children
  4. AAO-HNSF: Tonsillectomy in Children – Updated Guideline
  5. American Thoracic Society: Persistent Post-adenotonsillectomy OSA in Children
  6. American Academy of Pediatrics – HealthyChildren.org: Sleep Apnea in Children
  7. National Heart, Lung, and Blood Institute: Sleep Apnea in Children
  8. National Cancer Institute: Anatomy of the throat
  9. American Academy of Pediatrics – HealthyChildren.org: When Your Child Needs Emergency Medical Services
  10. American Academy of Pediatrics – HealthyChildren.org: When to Call Emergency Medical Services (EMS) for Your Child
  11. healthdirect Australia: Symptoms of serious illness in babies and children