ตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) คืออะไร ใครควรตรวจ และเตรียมตัวอย่างไร
อัปเดตล่าสุด:
การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep Test คือการบันทึกการทำงานของร่างกายระหว่างนอน เพื่อช่วยแพทย์ประเมินและวินิจฉัยปัญหาการนอน การตรวจแต่ละชนิดเก็บข้อมูลไม่เท่ากัน การตรวจในศูนย์หรือโรงพยาบาลที่เรียกว่า polysomnography (PSG) เก็บข้อมูลได้หลายระบบ ส่วนการตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่บ้าน หรือ Home Sleep Apnea Test (HSAT) ใช้ในผู้ใหญ่บางราย และเน้นเก็บข้อมูลด้านการหายใจและออกซิเจน[1,4]
ผลจากเครื่องอย่างเดียวยังวินิจฉัยโรคไม่ได้ครับ แพทย์ต้องพิจารณาประวัติ อาการ การตรวจประเมิน และการติดตามผลประกอบกัน ส่วนแบบสอบถามเพียงอย่างเดียวก็ยืนยันภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ OSA ไม่ได้เช่นกัน[1,2]
ผู้ใหญ่บางคนตรวจที่บ้านได้ แต่ HSAT ไม่เหมาะกับทุกคนและตรวจโรคการนอนได้ไม่ครบเหมือน PSG หาก HSAT ครั้งเดียวให้ผลลบ ผลไม่ชัดเจน หรือข้อมูลไม่เพียงพอ แนวทางแนะนำให้ทำ PSG ต่อเพื่อวินิจฉัย ไม่ควรใช้ผลตรวจที่บ้านครั้งนั้นตัด OSA ออกเอง และไม่ควรทำ HSAT ซ้ำเองเป็นทางออกมาตรฐานครับ[1,3]
Sleep Test คืออะไร และช่วยตอบคำถามอะไร
Sleep Test ช่วยบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายระหว่างนอน แล้วให้แพทย์นำข้อมูลไปตอบคำถามทางการแพทย์ เช่น มีภาวะหายใจผิดปกติขณะหลับหรือไม่ ปัญหาที่สงสัยควรตรวจด้วยวิธีใด และข้อมูลที่ได้สอดคล้องกับอาการหรือโรคร่วมของผู้รับการตรวจหรือไม่[1,4]
การตรวจ PSG ในศูนย์อาจบันทึกคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของตาและกล้ามเนื้อ อัตราการเต้นหัวใจ การหายใจ การเคลื่อนไหวของขา และระดับออกซิเจนในเลือด ส่วน HSAT มักเก็บข้อมูลน้อยกว่า โดยเน้นสัญญาณที่เกี่ยวกับการหายใจและออกซิเจน จำนวนและชนิดของเซนเซอร์ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ จึงไม่ควรเหมารวมว่าเครื่อง Sleep Test ทุกแบบวัดเหมือนกันครับ[3,4,6]
Sleep Test ไม่ใช่การตรวจสุขภาพทั่วไปที่ทุกคนต้องเลือกทำเอง การเลือกว่าจะตรวจอะไรควรเริ่มจากคำถามว่าแพทย์กำลังสงสัยโรคใด และต้องการข้อมูลชนิดไหนเพื่อช่วยวินิจฉัย ทั้งนี้ ไม่ควรใช้แบบสอบถามแทนการประเมินและการตรวจวินิจฉัย[1,2]
อาการหรือสถานการณ์แบบไหนควรคุยกับแพทย์เรื่องการตรวจ
อาการที่ควรนำไปคุยกับแพทย์ ได้แก่ นอนกรนดังเป็นประจำ มีคนใกล้ตัวสังเกตว่าหายใจหยุดแล้วเริ่มใหม่ หายใจเฮือกหรือเหมือนสำลักอากาศขณะหลับ และง่วงหรืออ่อนเพลียมากในเวลากลางวันทั้งที่มีโอกาสนอนเพียงพอ อาการนอนกรน หายใจผิดปกติขณะหลับ หรือความง่วงกลางวันอาจทำให้แพทย์พิจารณาความเสี่ยงของ OSA แต่อาการเพียงข้อเดียวยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันโรคครับ[1]
หากมีการเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมผิดปกติระหว่างหลับ เช่น แขนขากระตุกมาก นอนละเมอ หรือมีเหตุการณ์ที่จำไม่ได้ ควรเล่ารายละเอียดให้แพทย์ฟังด้วย การเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมแบบนี้อาจต้องประเมินหาโรคการนอนชนิดอื่น และ HSAT ที่ออกแบบมาเพื่อประเมิน OSA อาจตอบคำถามเรื่องนี้ไม่ได้[3,4]
ก่อนคุยกับแพทย์เรื่อง Sleep Test ลองจดว่าอาการเกิดบ่อยเพียงใด เริ่มเมื่อไร มีใครสังเกตเห็นอะไรขณะคุณหลับ และวันถัดไปง่วงหรือใช้ชีวิตลำบากอย่างไร ควรเตรียมรายชื่อโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และข้อมูลจากคนใกล้ตัว (ถ้ามี) ไว้ด้วย บันทึกเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เลือกวิธีประเมินได้เหมาะสม ดีกว่าการเลือกชนิดการตรวจเองจากชื่อแพ็กเกจหรือผลแบบสอบถามครับ
ตรวจในศูนย์กับตรวจที่บ้านต่างกันอย่างไร
จุดต่างสำคัญระหว่าง PSG กับ HSAT ไม่ใช่แค่สถานที่ตรวจ แต่รวมถึงข้อมูลที่วัด การมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแล และความเหมาะสมกับคำถามทางการแพทย์ของแต่ละคน แพทย์จึงต้องเลือกวิธีตรวจจากอาการ ความเสี่ยง โรคร่วม และความสามารถในการใช้อุปกรณ์ ไม่ควรตัดสินจากความสะดวกเพียงอย่างเดียว[1,3]
Polysomnography (PSG) ในศูนย์หรือโรงพยาบาล
PSG เป็นการตรวจที่เก็บข้อมูลหลายระบบระหว่างนอน มีเจ้าหน้าที่เทคนิคเฝ้าดูคุณภาพสัญญาณตลอดคืน และช่วยแก้ไขเมื่อเซนเซอร์หลุด การตรวจชนิดนี้บันทึกข้อมูลที่ HSAT หลายรุ่นไม่สามารถวัดได้ เช่น คลื่นสมองและระยะการนอน จึงช่วยประเมินปัญหาการนอนได้กว้างกว่า[1,4]
แนวทางแนะนำให้ใช้ PSG แทน HSAT ในผู้ใหญ่ที่มีภาวะใดภาวะหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ มีโรคหัวใจหรือโรคระบบหายใจที่สำคัญ สงสัยว่ากล้ามเนื้อที่ใช้หายใจอ่อนแรงจากโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ มีภาวะหายใจน้อยกว่าปกติขณะตื่นหรือสงสัยภาวะหายใจน้อยขณะหลับ ใช้ยา opioid ต่อเนื่อง มีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง หรือมี insomnia รุนแรง เพราะในกรณีเหล่านี้ ข้อจำกัดของ HSAT อาจทำให้ตอบคำถามทางการแพทย์ได้ไม่เพียงพอ[1]
Home Sleep Apnea Test (HSAT)
HSAT เป็นทางเลือกสำหรับผู้ใหญ่บางรายที่ไม่มีภาวะซับซ้อนและมีอาการบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยง OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง การตรวจนี้ควรสั่งโดยผู้ให้บริการทางการแพทย์หลังประเมินประวัติและอาการแล้ว ไม่ควรซื้อหรือเลือกอุปกรณ์มาตรวจวินิจฉัยตัวเอง[1,2]
อุปกรณ์ HSAT วัดข้อมูลน้อยกว่า PSG และหลายรุ่นแยกเวลาที่หลับจริงออกจากเวลาที่ตื่นไม่ได้ หากติดตั้งผิด สายหรือเซนเซอร์หลุด หรือข้อมูลไม่ครบ ก็อาจทำให้ผลประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงหรือยังวินิจฉัยไม่ได้ ผู้มีคุณสมบัติควรตรวจข้อมูลดิบและแปลผล ไม่ควรใช้คะแนนอัตโนมัติจากเครื่องเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัยหรือเลือกการรักษา[1,2,3,5]
แล้ว Type 1, 2, 3 และ 4 คืออะไร
คำว่า Type 1 ถึง Type 4 เป็นระบบแบ่งประเภทการตรวจการนอนหลับ โดยดูว่าการตรวจบันทึกสัญญาณอะไรบ้าง และมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระหว่างตรวจหรือไม่ เลข Type จึงใช้บอกลักษณะของการตรวจคร่าว ๆ ไม่ได้ใช้จัดอันดับว่าการตรวจแบบใดแม่นยำหรือดีกว่าเสมอไป[1]
Type 1 (Type I): การตรวจ PSG แบบครบถ้วนในศูนย์หรือโรงพยาบาล มีเจ้าหน้าที่เทคนิคเฝ้าดูคุณภาพสัญญาณตลอดคืน บันทึกทั้งคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของตาและกล้ามเนื้อ การหายใจ ระดับออกซิเจน การเต้นของหัวใจ และข้อมูลอื่นตามแผนการตรวจ จึงบอกได้ว่าช่วงใดหลับหรือตื่นและอยู่ในระยะการนอนใด[1]
Type 2 (Type II): ใช้ชุดสัญญาณแบบเดียวกับ PSG Type 1 ตามระบบการแบ่งประเภทนี้ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดคืน จึงสามารถตรวจนอกศูนย์การนอนได้ อย่างไรก็ตาม หากเซนเซอร์หลุดหรือสัญญาณผิดปกติ อาจไม่มีเจ้าหน้าที่แก้ไขให้ทันที การใช้ชุดสัญญาณแบบเดียวกับ PSG Type 1 จึงไม่ได้หมายความว่าผลจะเทียบเท่ากันสำหรับทุกคนหรือทุกสถานการณ์[1]
Type 3 (Type III): เก็บข้อมูลจำกัดในระบบหัวใจและการหายใจ เช่น ลมผ่านทางเดินหายใจ แรงที่ใช้หายใจ ระดับออกซิเจน และอัตราการเต้นของหัวใจหรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยทั่วไปไม่มีข้อมูลคลื่นสมองแบบ PSG จึงอาจแยกเวลาหลับจริงออกจากเวลาตื่นไม่ได้ และต้องอ่านผลร่วมกับอาการ คุณภาพสัญญาณ และการประเมินของแพทย์[1]
Type 4 (Type IV): เก็บข้อมูลเพียง 1–2 อย่าง เช่น ระดับออกซิเจนร่วมกับอัตราการเต้นของหัวใจ หรือบางอุปกรณ์วัดเฉพาะลมผ่านทางเดินหายใจ ข้อมูลจึงจำกัดกว่าการตรวจแบบอื่น และไม่ควรใช้ผลจากสัญญาณเพียงไม่กี่ชนิดเพื่อวินิจฉัยหรือตัด OSA ออกด้วยตนเอง[1]
การแบ่งเป็น Type 1 ถึง Type 4 ช่วยให้เห็นว่าการตรวจแต่ละแบบเก็บข้อมูลต่างกัน แต่เลข Type เพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าวิธีใดเหมาะกับแต่ละคน แพทย์จึงต้องเลือกวิธีตรวจจากอาการ ความเสี่ยง โรคร่วม และปัญหาการนอนที่กำลังประเมิน[1]
ก่อนตรวจ แพทย์และทีมตรวจจะประเมินอะไร
ก่อนเลือก Sleep Test แพทย์มักถามอาการ รูปแบบการนอน โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และปัญหาการนอนอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง บางแห่งอาจให้ทำแบบสอบถามเพื่อประเมินความเสี่ยงหรือช่วยจัดระบบข้อมูล แต่คะแนนแบบสอบถามไม่ใช่คำวินิจฉัย OSA[1,2]
การตรวจร่างกายและคำถามที่ใช้จริงแตกต่างกันตามแต่ละคน แพทย์จะพิจารณาว่าต้องใช้ PSG หรือ HSAT จากคำถามทางการแพทย์ที่ต้องการคำตอบ ความเสี่ยง โรคร่วม และความพร้อมในการติดตั้งอุปกรณ์ ทีมรักษาอาจตรวจร่างกายหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมตามปัญหาที่สงสัย การเลือกชนิดการตรวจจึงไม่ควรยึดตามขั้นตอนสำเร็จรูปที่ใช้เหมือนกันทุกคนครับ[1]
หากคุณใช้ยาประจำหรือยานอนหลับ ควรแจ้งทีมตรวจหรือแพทย์ก่อนวันตรวจ อย่าหยุด เพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนยาด้วยตัวเองเพื่อเตรียมตรวจ ให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือสถานพยาบาลที่รับผิดชอบการตรวจเท่านั้น[3,4,7]
คืนตรวจ Sleep Test เกิดอะไรขึ้น
ขั้นตอนการตรวจ Sleep Test จริงขึ้นอยู่กับชนิดการตรวจและแนวทางของสถานพยาบาล เมื่อได้นัดแล้ว ควรถามว่าต้องไปถึงกี่โมง ต้องนำอะไรไปบ้าง ต้องใช้ยาอย่างไรในวันตรวจ และติดต่อช่องทางใดได้หากติดตั้งอุปกรณ์ไม่สำเร็จ ไม่ควรใช้คำอธิบายทั่วไปในบทความแทนคำแนะนำเฉพาะของทีมตรวจครับ
ถ้าตรวจในศูนย์หรือโรงพยาบาล
โดยทั่วไปผู้รับการตรวจจะมาถึงช่วงเย็น เปลี่ยนเป็นชุดนอน แล้วเจ้าหน้าที่ติดเซนเซอร์ที่ศีรษะ ใบหน้า หน้าอก ขา และปลายนิ้วตามชนิดการตรวจ การติดเซนเซอร์มักไม่เจ็บ แต่อาจรู้สึกไม่คุ้น และบางคนอาจระคายผิวเล็กน้อยจากกาว[4,6,7]
สายเซนเซอร์มีระยะให้ขยับตัวได้ เจ้าหน้าที่เทคนิคจะเฝ้าดูสัญญาณและช่วยเมื่อเซนเซอร์หลุดหรือต้องลุกเข้าห้องน้ำ บางแห่งใช้กล้องแสงน้อยเพื่อดูการเคลื่อนไหวประกอบข้อมูล[4,7] ในบางกรณีที่เข้าเกณฑ์และเหมาะสม แพทย์อาจวางแผนให้แบ่งการตรวจเป็นสองช่วงในคืนเดียว (split-night) แต่ไม่ใช่ขั้นตอนที่ทำกับทุกคน[1]
ถ้าตรวจที่บ้าน
ทีมตรวจควรอธิบายวิธีติดเซนเซอร์ เปิดเครื่อง ตรวจสัญญาณ และคืนอุปกรณ์ ผู้รับการตรวจติดอุปกรณ์ตามคำแนะนำ แล้วเข้านอนให้ใกล้เคียงเวลาปกติมากที่สุด หากไม่แน่ใจว่าสายหรือเซนเซอร์ติดถูกต้อง ควรใช้ช่องทางติดต่อของผู้ให้บริการแทนการดัดแปลงอุปกรณ์เอง[2,3]
ถ้า HSAT ครั้งเดียวติดตั้งไม่ครบ สัญญาณหลุด หรือข้อมูลไม่พอ ผลที่ได้ยังไม่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัย แนวทางแนะนำให้ทำ PSG ต่อ และไม่ได้เสนอให้ทำ HSAT ซ้ำเป็นคำตอบมาตรฐานเมื่อผลเป็นลบ ไม่ชัดเจน หรือข้อมูลไม่เพียงพอครับ[1,3]
เตรียมตัวก่อน Sleep Test อย่างไร
สิ่งสำคัญที่สุดคือคำแนะนำเฉพาะจากแพทย์และสถานพยาบาล เพราะชนิดการตรวจและภาวะสุขภาพของแต่ละคนต่างกัน ส่วนรายการด้านล่างเป็นการเตรียมตัวทั่วไป ใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นก่อนสอบถามทีมตรวจได้ครับ
- ทำกิจวัตรและเข้านอนตามเวลาปกติเท่าที่ทำได้[4,7]
- หลีกเลี่ยงการงีบกลางวันหรืองีบให้น้อย ตามคำแนะนำของทีมตรวจ[4]
- หลีกเลี่ยงคาเฟอีนหลังมื้อกลางวัน และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือยากล่อมประสาท เว้นแต่แพทย์สั่งเป็นอย่างอื่น[3,4]
- งดใช้สเปรย์ เจล หรือน้ำมันใส่ผม รวมถึงโลชั่นและเครื่องสำอางที่อาจรบกวนการติดเซนเซอร์ หากติดเล็บปลอม ใช้ยาทา หรือมีข้อกังวลเรื่องผิวหนัง ให้ถามสถานพยาบาลก่อน[4,7]
- เตรียมชุดนอนและของใช้ประจำคืนตามรายการที่สถานพยาบาลแจ้ง[4,7]
- แจ้งยาที่ใช้และการแพ้กาวให้ทีมตรวจทราบ[4,7]
- ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาด้วยตนเอง ให้ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น[3,4,7]
แต่ละสถานพยาบาลอาจแนะนำการเตรียมตัวไม่เหมือนกัน หากมีคำถามเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย ยา หรือเวลานอน ควรถามทีมตรวจโดยตรงก่อนวันนัดครับ
หลังตรวจ ใครอ่านผล และถ้าผลตรวจที่บ้านไม่ชัดเจนต้องทำอย่างไร
หลังตรวจ เจ้าหน้าที่จะตรวจคุณภาพสัญญาณและจัดข้อมูลเพื่อให้แพทย์หรือผู้มีคุณสมบัติแปลผล ระยะเวลานัดฟังผลแตกต่างกันตามสถานพยาบาล จึงควรถามว่าผลจะพร้อมเมื่อไร ใครเป็นผู้อธิบาย และต้องเตรียมข้อมูลอะไรไปคุยต่อ[2,3,4]
สำหรับผู้ใหญ่ หาก HSAT ครั้งเดียวให้ผลลบ ไม่ชัดเจน หรือข้อมูลไม่เพียงพอ แนวทางแนะนำให้ทำ PSG ต่อเพื่อวินิจฉัย ไม่ควรสรุปว่าไม่มี OSA จากผล HSAT เพียงครั้งเดียว[1,3] หาก PSG ครั้งแรกเป็นลบแต่แพทย์ยังสงสัย OSA แพทย์อาจพิจารณาทำ PSG ครั้งที่สองตามความเหมาะสม[1]
บทความนี้ไม่สอนใช้ค่า AHI, ODI หรือระดับออกซิเจนเพื่อวินิจฉัยโรคหรือเลือกการรักษาเอง ตัวเลขแต่ละค่าต้องอ่านร่วมกับชนิดการตรวจ เวลาที่บันทึกได้ คุณภาพสัญญาณ อาการ โรคร่วม และการประเมินของแพทย์ครับ[1,2]
ก่อนนัดตรวจควรถามอะไรบ้าง
รายการคำถามก่อนนัดตรวจ Sleep Test ช่วยให้คุณเข้าใจว่าการตรวจที่เสนอจะตอบคำถามของคุณได้อย่างไร
- แพทย์กำลังสงสัยโรคอะไร และการตรวจนี้ช่วยตอบคำถามอะไร
- ควรตรวจในศูนย์หรือที่บ้าน เพราะเหตุใด
- อุปกรณ์จะวัดข้อมูลอะไร และมีข้อมูลใดที่วัดไม่ได้
- ถ้าสัญญาณไม่ครบหรือผลลบแต่ยังมีอาการ ขั้นตอนต่อไปคืออะไร
- ยาที่ใช้อยู่ต้องทำอย่างไร และใครเป็นผู้สั่งให้ปรับ
- ค่าใช้จ่ายรวมค่าติดตั้งอุปกรณ์ ค่าแพทย์อ่านผล และการนัดติดตามหรือไม่
- หากใช้สิทธิรักษาพยาบาล ต้องมีใบส่งตัวหรือทำขั้นตอนใดบ้าง และควรตรวจสอบกับหน่วยงานเจ้าของสิทธิอย่างไรก่อนชำระเงิน
- ใครเป็นผู้ตรวจคุณภาพข้อมูล อ่านผล และอธิบายขั้นตอนถัดไป
รายละเอียดราคา รายชื่อสถานพยาบาล และเกณฑ์สิทธิรักษาพยาบาลอาจเปลี่ยนได้ บทความภาพรวมนี้จึงไม่ใส่ราคา แพ็กเกจ คิวตรวจ หรือเงื่อนไขสิทธิแบบตายตัว ควรตรวจข้อมูลปัจจุบันจากสถานพยาบาลและหน่วยงานเจ้าของสิทธิก่อนนัดหรือชำระเงินครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Sleep Test
Sleep Test เจ็บไหม
การติดเซนเซอร์สำหรับ PSG และ HSAT โดยทั่วไปไม่เจ็บ คุณอาจรู้สึกไม่คุ้นจากสายหรือกาว และบางคนอาจระคายผิวชั่วคราว หากเคยแพ้กาวหรือมีผิวแพ้ง่าย ควรแจ้งทีมตรวจก่อนติดอุปกรณ์[4,6]
ถ้านอนได้น้อยในคืนตรวจ ผลยังใช้ได้หรือไม่
การนอนน้อยกว่าปกติในคืนตรวจไม่ได้แปลว่าผลใช้ไม่ได้เสมอไป และไม่จำเป็นต้องหลับครบแปดชั่วโมงทุกคน แพทย์จะดูเวลานอนจริง คุณภาพสัญญาณ และคำถามที่ต้องการตอบร่วมกัน หากข้อมูลไม่พอ ทีมตรวจจะแจ้งว่าควรทำอย่างไรต่อ ไม่ควรตัดสินคุณภาพผลจากจำนวนชั่วโมงด้วยตัวเองครับ[4]
ตรวจที่บ้านแทนตรวจในศูนย์ได้ทุกคนไหม
ไม่ได้ครับ HSAT เหมาะกับผู้ใหญ่บางรายที่ไม่มีภาวะซับซ้อนและมีความเสี่ยง OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง ส่วนผู้ที่มีภาวะใดภาวะหนึ่งต่อไปนี้ แนวทางแนะนำให้ตรวจด้วย PSG แทน HSAT ได้แก่ มีโรคหัวใจหรือโรคระบบหายใจที่สำคัญ สงสัยว่ากล้ามเนื้อที่ใช้หายใจอ่อนแรงจากโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ มีภาวะหายใจน้อยกว่าปกติขณะตื่นหรือสงสัยภาวะหายใจน้อยขณะหลับ ใช้ยา opioid ต่อเนื่อง เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือมี insomnia รุนแรง[1]
ผลตรวจที่บ้านเป็นลบ แปลว่าไม่มี OSA ใช่ไหม
ไม่ใช่ครับ สำหรับผู้ใหญ่ HSAT ครั้งเดียวที่ให้ผลลบ ผลไม่ชัดเจน หรือข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่สามารถใช้ตัด OSA ออกเองได้ แนวทางแนะนำให้ทำ PSG ต่อเพื่อวินิจฉัย และไม่ควรทำ HSAT ซ้ำเอง หรือถือเอาผลลบเพียงครั้งเดียวเป็นเหตุให้หยุดการติดตาม[1,3]
ต้องหยุดยาหรือยานอนหลับก่อนตรวจไหม
อย่าหยุด เพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนยาเองครับ หากใช้ยาประจำหรือยานอนหลับ ควรแจ้งทีมตรวจหรือแพทย์ แล้วทำตามคำแนะนำเฉพาะที่ได้รับ[3,4,7]
แบบสอบถามวินิจฉัย OSA ได้ไหม
ไม่ได้ครับ แบบสอบถามเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัย OSA ได้ ต้องอาศัย PSG หรือ HSAT ที่เหมาะสมร่วมกับการประเมินทางการแพทย์[1]
ต้องตรวจ Sleep Test ก่อนเริ่มใช้ CPAP หรือไม่
เรื่องนี้ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนครับ ก่อนเริ่มใช้ CPAP แพทย์ต้องพิจารณาผลการประเมินและข้อมูลการตรวจที่เหมาะสม ไม่ควรใช้เฉพาะอาการ แบบสอบถาม คะแนนอัตโนมัติ หรือข้อมูลในบทความนี้ตัดสินใจเริ่มการรักษาเอง แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าต้องตรวจชนิดใดและใช้ข้อมูลใดเพื่อวางแผนรักษาตามบริบทของแต่ละคน[1,2]
สรุป
Sleep Test เป็นการเก็บข้อมูลระหว่างนอนเพื่อช่วยแพทย์ประเมินและวินิจฉัยปัญหาการนอน ไม่ใช่คำตอบจากเครื่องเพียงอย่างเดียว PSG ในศูนย์เก็บข้อมูลได้หลายระบบและมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแล ส่วน HSAT เป็นทางเลือกสำหรับผู้ใหญ่บางรายที่ไม่มีภาวะซับซ้อนและมีอาการบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยง OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง ไม่ใช่การตรวจแทน PSG สำหรับทุกคน[1,2,4]
ก่อนตรวจ ควรเตรียมข้อมูลอาการ โรคประจำตัว และยาที่ใช้ แล้วทำตามคำแนะนำของทีมตรวจ และอย่าตัดสินใจเองเรื่องการหยุดยา การเลือกชนิดการตรวจ การวินิจฉัยโรค หรือการปรับการรักษา สำหรับผู้ใหญ่ หาก HSAT ครั้งเดียวให้ผลลบ ไม่ชัดเจน หรือข้อมูลไม่พอ แนวทางแนะนำให้ทำ PSG ต่อเพื่อวินิจฉัยครับ[1,3]
ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ทดแทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มีอาการผิดปกติระหว่างนอน หรือมีความง่วงที่กระทบความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ
แหล่งข้อมูล
- Clinical Practice Guideline for Diagnostic Testing for Adult Obstructive Sleep Apnea, American Academy of Sleep Medicine, 2017
- Clinical use of a home sleep apnea test: an updated AASM position statement, American Academy of Sleep Medicine, 2018
- Home Sleep Apnea Test, Sleep Education by AASM, updated August 2020
- Sleep Study, Sleep Education by AASM, September 2020
- A patient’s guide to understanding diagnostic testing for obstructive sleep apnea in adults, American Academy of Sleep Medicine
- Sleep Studies, National Heart, Lung, and Blood Institute, updated March 24, 2022
- Sleep Study, MedlinePlus, US National Library of Medicine



