การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) คืออะไร?

การตรวจการนอนหลับ (Sleep test) คืออะไร

เคยไหมครับ นอนหลับเต็มอิ่มแต่ตื่นมากลับรู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงซึมระหว่างวัน หรือมีคนข้างกายทักว่าคุณนอนกรนเสียงดังและมีอาการเหมือนหยุดหายใจ อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติของการพักผ่อน แต่เป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพการนอนที่อาจรุนแรงกว่าที่คุณคิด หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้และไม่รู้จะเริ่มต้นรักษาอย่างไร บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การทำ Sleep Test จะช่วยไขคำตอบและพาคุณกลับไปสู่การนอนหลับที่มีคุณภาพได้อย่างไร

ตรวจการนอนหลับ Sleep Test คืออะไร

การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep Test คือ การตรวจทางการแพทย์ที่สำคัญมากในการวิเคราะห์การทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายระหว่างที่เรากำลังหลับ ไม่ว่าจะเป็นระบบการหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด การทำงานของคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การทำงานของกล้ามเนื้อ และพฤติกรรมความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นขณะหลับ

ในทางการแพทย์ปัจจุบัน การตรวจ Sleep Test ถือเป็นการตรวจมาตรฐานสากลสำหรับการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น รวมถึงอาการขากระตุกและพฤติกรรมผิดปกติอื่นๆ ข้อมูลที่ได้จากการตรวจจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ

ใครบ้างที่ควรตรวจ Sleep Test

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ การเข้ารับการ ตรวจ Sleep Test ถือเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่งครับ

  • ผู้ที่มีปัญหานอนกรนเสียงดังผิดปกติจนรบกวนคนรอบข้าง
  • ผู้ที่มีอาการง่วงนอนช่วงกลางวันมากผิดปกติ ทั้งที่ใช้เวลานอนในตอนกลางคืนอย่างเพียงพอแล้ว
  • ผู้ที่มีอาการหายใจลำบาก สำลักน้ำลาย หรือสงสัยว่าตนเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมการนอนผิดปกติ เช่น นอนแขนขากระตุก นอนกัดฟัน นอนละเมอ หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกเป็นประจำ

หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีข้อบ่งชี้เหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคการนอนหลับ หรือแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น หู คอ จมูก อายุรแพทย์ เพื่อซักประวัติและพิจารณาแนวทางการตรวจรักษาต่อไป

การตรวจ Sleep Test มีแบบใดบ้าง และควรเลือกแบบไหน

การตรวจการนอนหลับสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ตามความละเอียดของข้อมูลที่บันทึกได้ โดยอ้างอิงตามมาตรฐานของสมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับของสหรัฐอเมริกา ดังนี้ครับ

ระดับที่ 1 ตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ มีผู้เชี่ยวชาญดูแลทั้งคืน (Comprehensive technician-attended polysomnography)

การตรวจแบบนี้มีความละเอียดสูงสุด ประกอบด้วยการวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อลูกตา คาง ขา คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด และลมหายใจ การตรวจจะต้องทำภายในห้องตรวจเฉพาะของสถานพยาบาล โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเฝ้าสังเกตอาการตลอดทั้งคืน

ระดับที่ 2 ตรวจการนอนหลับแบบสมบูรณ์ ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลตลอดทั้งคืน (Comprehensive-unattended portable polysomnography)

การตรวจวิธีนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถตรวจ Sleep Test ได้เองที่บ้านหรือในห้องนอนของผู้รับการตรวจเองได้ ทำให้สภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับการนอนในชีวิตประจำวันมากที่สุด ข้อมูลที่ได้มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่าระดับที่ 1 แต่มีข้อดีคือช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่มีค่าห้องโรงพยาบาล และไม่ต้องรอคิวตรวจนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการรักษาหรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง

ระดับที่ 3 ตรวจสุขภาพการนอนแบบจำกัดข้อมูล (Limited channel portable sleep test)

การตรวจระดับนี้จะวัดเพียงลมหายใจ การเคลื่อนไหวของหน้าอกและท้อง ระดับออกซิเจนในเลือด และระดับเสียงกรน โดยไม่ได้วัดคลื่นไฟฟ้าสมอง ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าระดับ 1 และ 2 แต่ผลการประเมินความรุนแรงอาจต่ำกว่าความเป็นจริงและมีความแม่นยำน้อยกว่า เนื่องจากไม่สามารถประเมินระยะความลึกและประสิทธิภาพการนอนหลับได้

ระดับที่ 4 ตรวจวัดระดับออกซิเจนและลมหายใจเบื้องต้น (Single or dual channel portable sleep test)

เป็นการตรวจแบบพื้นฐานที่สุด ได้ข้อมูลไม่เกิน 3 อย่าง มักใช้ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจในระดับอื่นได้ ข้อมูลที่ได้อาจไม่เพียงพอต่อการนำมายืนยันการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้นได้อย่างสมบูรณ์

ขั้นตอนการทำ Sleep Test และวิธีเตรียมตัวก่อนตรวจ

หลายคนอาจกังวลว่า การทํา Sleep Test จะยุ่งยากหรือเจ็บปวด แต่ในความเป็นจริงแล้วขั้นตอนต่างๆ ถูกออกแบบมาให้กระทบกับการนอนปกติให้น้อยที่สุดครับ

  • การเตรียมตัวก่อนตรวจ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และงดการออกกำลังกายอย่างหนักในช่วงหลังเที่ยงของวันที่จะตรวจ ควรสวมใส่ชุดนอนที่คุ้นเคยและสวมใส่สบาย ไม่จำเป็นต้องงดยาประจำตัว ยกเว้นแพทย์สั่ง และควรทำจิตใจให้สบาย
  • ขั้นตอนการติดตั้งอุปกรณ์ ในช่วงหัวค่ำ เจ้าหน้าที่จะทำการสอบถามประวัติและเริ่มติดอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ บริเวณศีรษะ ใบหน้า หน้าอก และขา รวมถึงเครื่องวัดระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้ว
  • ระหว่างการตรวจ สำหรับการตรวจระดับ 1 จะมีการทดลองให้ใส่หน้ากาก เครื่อง CPAP เพื่อให้คุ้นชินในกรณีที่ต้องใช้เครื่องระหว่างคืนนั้นเลย ส่วนการตรวจระดับ 2 ที่บ้าน คุณสามารถนอนหลับไปได้ตามปกติจนถึงเช้า
  • หลังการตรวจ สามารถตื่นนอนตามเวลาปกติ เจ้าหน้าที่จะทำการถอดอุปกรณ์และนำข้อมูลทั้งหมดไปให้แพทย์เฉพาะทางวิเคราะห์ผลต่อไป

ประโยชน์ของการตรวจการนอนหลับ รู้ทันโรค รักษาได้ตรงจุด

ประโยชน์สูงสุดของการตรวจ Sleep Test คือการได้ข้อมูลที่แม่นยำเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจรักษา การตรวจนี้ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้ประเมินความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้แพทย์สามารถตั้งค่าแรงดันลมที่เหมาะสมหากคุณจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตอนนอน หรือใช้พิจารณาทางเลือกอื่นๆ เช่น การใช้ที่ครอบฟันแก้กรน หรือ เครื่องมือในช่องปาก หรือการผ่าตัดทางเดินหายใจ เพื่อให้ผลลัพธ์การรักษาออกมาดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ข้อควรรู้ก่อน ตรวจ Sleep Test

ต้องทำ Sleep Test ก่อนซื้อเครื่อง CPAP หรือไม่

นี่เป็นคำถามที่พบบ่อยที่สุด คำตอบคือ ควรทำอย่างยิ่งครับ แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องปรับแรงดันอัตโนมัติ แต่การทำ Sleep Test จะช่วยยืนยันความรุนแรงของโรค และช่วยให้แพทย์สามารถกำหนดช่วงแรงดันลมที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับร่างกายของคุณที่สุดได้

แนะนำตรวจ Sleep Test ที่โรงพยาบาลไหนดี

การตรวจในโรงพยาบาลรัฐบาลขนาดใหญ่มักมีห้องตรวจมาตรฐานระดับ 1 แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องคิวที่ต้องรอนาน หากคุณต้องการความรวดเร็วและไม่ต้องรอคิว ปัจจุบันมีบริการจากศูนย์เฉพาะทางอย่าง NK Sleepcare ที่ให้บริการตรวจและดูแลวัดผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้คุณได้รับการรักษาที่รวดเร็วทันท่วงที

แนะนำรายชื่อโรงพยาบาลรับตรวจ Sleep Test

ตรวจ Sleep Test เบิกประกันสังคมได้ไหม

โรงพยาบาลรัฐบาลหลายแห่งอนุญาตให้เบิกค่าใช้จ่ายในการตรวจ Sleep Test ได้ตามสิทธิประกันสังคมหรือสิทธิข้าราชการ ทั้งนี้ต้องมีใบส่งตัวและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน แนะนำให้สอบถามขั้นตอนกับโรงพยาบาลต้นสังกัดของคุณก่อนครับ

แนะนำเครื่อง CPAP ไว้ใช้ที่บ้าน

หากแพทย์แนะนำให้คุณรักษาด้วยการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก ขอแนะนำเครื่องรุ่นที่ได้รับความนิยมและขายดีที่สุดอย่าง Philips DreamStation Auto CPAP ซึ่งมีระบบปรับแรงดันลมอัตโนมัติ ฟังก์ชันผ่อนแรงลมตอนหายใจออก และหน้าจอสีที่ใช้งานง่าย หรือ ResMed AirSense 10 AutoSet ที่มีเทคโนโลยีให้ความชื้นในตัวและปรับแรงดันลมได้อย่างนุ่มนวลสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องการใช้งานหรือกลัวไม่มีคนดูแลหลังการขาย ศูนย์ NK Sleepcare ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Philips และ ResMed ในประเทศไทย มีบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม โดยมีการรับประกันสินค้านานถึง 3 ปี มีเครื่องสำรองให้ใช้ระหว่างรอซ่อม และบริการดาวน์โหลดผลตรวจฟรีตลอดอายุการใช้งาน ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญดูแลสุขภาพการนอนของคุณในระยะยาว

อ่านเพิ่มเติม: อยากตรวจนอนกรน ไปที่ไหนดี?


รศ.นพ.วิชญ์ บรรณหิรัญ
American Board of Sleep Medicine, Certified International Sleep Specialist
ภาควิชา โสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


หมายเหตุ เนื้อหาทั้งหมดในบทความนี้ ทางบริษัทฯได้รับความยินยอมจากเจ้าของบทความในการเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หากผู้ใดต้องการคัดลอกเนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อไปเผยแพร่ในที่อื่นๆนอกเหนือจากเว็บไซต์ของบริษัทฯ กรุณาแสดงข้อความอ้างอิงถึงเจ้าของบทความและเว็บไซต์ของบริษัทฯด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง