CPAP คืออะไร ทำงานอย่างไร และเหมาะกับใคร
อัปเดตล่าสุด:
CPAP อ่านว่า “ซีแพป” ย่อมาจาก Continuous Positive Airway Pressure เป็นเครื่องที่ดึงอากาศในห้องมาสร้างแรงดัน แล้วส่งผ่านท่อและหน้ากาก เพื่อช่วยพยุงทางเดินหายใจส่วนต้นไม่ให้ตีบหรือปิดขณะหลับ จึงใช้กันมากในการรักษาผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น หรือ OSA ครับ [1,5]
CPAP จึงไม่ใช่เครื่องแก้นอนกรนที่ทุกคนซื้อมาใช้เองได้ ก่อนเริ่มใช้ ควรให้แพทย์ตรวจให้ชัดว่าเป็นโรคอะไร แล้วให้แพทย์หรือทีมดูแลช่วยเลือกหน้ากาก ตั้งเครื่องให้เหมาะกับผู้ใช้ และติดตามผลหลังเริ่มใช้ครับ [1,3]
CPAP คืออะไร และไม่ใช่อะไร
คำว่า Continuous Positive Airway Pressure แปลตรงตัวได้ว่า “แรงดันบวกต่อเนื่องในทางเดินหายใจ” ส่วนในการใช้งานจริง เครื่องจะดึงอากาศรอบตัวผ่านแผ่นกรอง แล้วสร้างแรงดันส่งผ่านท่อไปยังหน้ากาก แรงดันอากาศนี้ช่วยเปิดทางเดินหายใจไว้ทั้งตอนหายใจเข้าและหายใจออกขณะหลับ
หลายคนเรียก CPAP ว่า “เครื่องช่วยหายใจตอนนอน” “เครื่องช่วยหายใจขณะหลับ” หรือ “เครื่องช่วยนอนกรน” เรียกแบบนี้ก็พอเข้าใจกันได้ครับ แต่ CPAP ไม่ใช่เครื่องผลิตออกซิเจน และไม่ใช่เครื่องช่วยหายใจที่หายใจแทนผู้ใช้ ผู้ใช้ยังคงหายใจเข้าและออกด้วยตนเองครับ
ถ้าแพทย์เห็นว่าต้องใช้ออกซิเจนเสริม แพทย์และทีมดูแลจะกำหนดวิธีใช้และอุปกรณ์ให้เหมาะสม ไม่ควรต่อออกซิเจนเข้ากับ CPAP หรือดัดแปลงอุปกรณ์เองครับ [5]
CPAP ไม่ได้แก้เสียงกรนทุกแบบ เพราะการกรนอาจเกิดจากท่านอน คัดจมูก โครงสร้างของจมูกและลำคอ แอลกอฮอล์ หรือหลายสาเหตุร่วมกัน หากเป็น OSA เครื่องจะช่วยไม่ให้ทางเดินหายใจตีบหรือปิดในช่วงที่ใช้ แต่ไม่ได้ทำให้โครงสร้างเหล่านี้เปลี่ยนไปถาวร คืนที่ไม่ได้ใช้เครื่องจึงอาจกลับมากรนหรือหยุดหายใจได้ครับ [5]
CPAP ทำงานอย่างไรกับทางเดินหายใจขณะหลับ

เมื่อเราหลับ กล้ามเนื้อบริเวณคอจะคลายตัวตามธรรมชาติ ในผู้ที่มี OSA ช่องทางเดินหายใจส่วนต้นอาจแคบลงหรือปิดเป็นช่วง ๆ อากาศจึงผ่านได้น้อยลงหรือหยุดไหลชั่วคราว การตีบหรือปิดนี้อาจเกิดซ้ำหลายครั้ง ทำให้นอนหลับไม่ต่อเนื่อง
แรงดันจาก CPAP ช่วยพยุงทางเดินหายใจไม่ให้ตีบหรือปิดขณะหลับ ผู้ใช้ยังคงหายใจด้วยตนเอง เครื่องไม่ได้เป่าลมเพื่อบังคับให้ปอดทำงานแทน เส้นทางของอากาศอธิบายง่าย ๆ ได้ดังนี้
- อากาศในห้องเข้าสู่เครื่องผ่านแผ่นกรอง
- เครื่องสร้างแรงดันอากาศตามชนิดและค่าที่กำหนดไว้
- อากาศเดินทางผ่านท่อลมไปยังหน้ากาก
- หน้ากากส่งแรงดันไปยังจมูก หรือทั้งจมูกและปากแล้วแต่ชนิดของหน้ากาก
- แรงดันช่วยพยุงทางเดินหายใจส่วนต้นในขณะนอน
เมื่อแรงดันเหมาะสม หน้ากากกระชับ และใช้เครื่องอย่างเพียงพอ ทางเดินหายใจมักอุดกั้นน้อยครั้งลงในช่วงที่ใช้ เสียงกรนที่เกิดจากทางเดินหายใจตีบก็อาจลดลงด้วย แต่เสียงกรนที่เงียบลงเพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าควบคุม OSA ได้ดีแล้ว ต้องดูอาการ ข้อมูลจากเครื่อง และผลการติดตามร่วมกันครับ [1,2]
ใครบ้างที่แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ PAP
PAP (Positive Airway Pressure) เป็นชื่อเรียกรวมของเครื่องที่ใช้แรงดันอากาศช่วยเปิดทางเดินหายใจ ซึ่งรวมถึง CPAP ด้วย แพทย์จะพิจารณาใช้ PAP หลังผลตรวจยืนยันว่าเป็น OSA โดยดูทั้งอาการ ความรุนแรง โรคประจำตัว และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ไม่ควรตัดสินจากเสียงกรน หรือจากดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว (Apnea–Hypopnea Index: AHI) เพียงอย่างเดียวครับ [1,3]
แพทย์อาจพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
- ผลตรวจการนอนหลับและรายละเอียดการหายใจที่ผิดปกติระหว่างหลับ
- ความรุนแรงและความถี่ของอาการง่วงกลางวัน ตื่นไม่สดชื่น หรือสมาธิลดลง
- ผลกระทบต่อความปลอดภัย เช่น ง่วงขณะขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร
- โรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ หลอดเลือด ปอด หรือโรคที่กระทบการหายใจ
- ลักษณะทางเดินหายใจ น้ำหนัก ท่านอน และปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลง
- เป้าหมายการรักษา ความพร้อม ความชอบ และความสามารถในการใช้เครื่องต่อเนื่อง
- ผลการหาค่าแรงดันที่เหมาะสมและข้อมูลติดตามหลังเริ่มใช้ เมื่อแพทย์เห็นว่าจำเป็น
ค่า AHI คือจำนวนครั้งเฉลี่ยต่อชั่วโมงที่หยุดหายใจหรือหายใจแผ่วระหว่างการตรวจการนอนหลับ เป็นข้อมูลหนึ่งที่แพทย์ใช้ประเมิน OSA แต่ไม่ควรดูตัวเลขนี้อย่างเดียวแล้วสรุปว่า “AHI เกิน 5 ต้องใช้ CPAP ทุกคน” เพราะแพทย์ต้องพิจารณาอาการ โรคประจำตัว ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ผลตรวจการนอนหลับ และทางเลือกการรักษาร่วมกันครับ [1,3,4]
ถ้ายังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็น OSA หรือไม่ ควรเริ่มจากเล่าอาการให้แพทย์ฟัง แล้วคุยกันว่าควรตรวจการนอนหลับแบบใดและตรวจที่ไหนจึงจะเหมาะ ผู้ที่กำลังพิจารณาตรวจที่บ้านสามารถดู ขั้นตอนการรับบริการตรวจการนอนหลับที่บ้าน เพื่อเตรียมตัวและเตรียมคำถามก่อนนัดหมายได้ครับ
ถ้ามีผลตรวจแล้ว ให้นำรายงานผลพร้อมใบสั่งหรือคำแนะนำที่ได้รับไปคุยกับแพทย์เรื่องเครื่อง หน้ากาก และค่าแรงดัน อย่าเลือกเครื่องแบบปรับแรงดันอัตโนมัติ (Auto CPAP หรือ APAP) เพียงเพราะคิดว่าเครื่องจะตรวจโรคและเลือกแรงดันที่เหมาะสมให้ได้เองทั้งหมดครับ [1,2]
CPAP, Auto CPAP และ BiPAP ต่างกันอย่างไร
สรุปแบบอ่านง่าย
CPAP, APAP และ BPAP ต่างกันอย่างไร
CPAP, APAP และ BPAP ล้วนเป็นเครื่องในกลุ่ม PAP เหมือนกัน แต่ต่างกันที่วิธีส่งแรงดัน
Fixed CPAPCPAP แบบแรงดันคงที่
- รูปแบบแรงดัน
- ส่งแรงดันระดับเดียวตลอดช่วงที่ใช้งาน
- สิ่งที่ควรรู้
- ค่าแรงดันควรมาจากผลตรวจและการตั้งค่าของแพทย์หรือทีมดูแล
APAPAuto CPAP
- รูปแบบแรงดัน
- ปรับแรงดันขึ้นลงโดยอัตโนมัติในช่วงที่ตั้งไว้
- สิ่งที่ควรรู้
- ถึงจะเป็นเครื่อง “อัตโนมัติ” ก็ยังต้องตรวจโรคก่อน ต้องให้แพทย์หรือทีมดูแลกำหนดช่วงแรงดัน และต้องติดตามผลหลังเริ่มใช้
BPAPมักเรียกว่า BiPAP
- รูปแบบแรงดัน
- ส่งแรงดันช่วงหายใจเข้าและหายใจออกไม่เท่ากัน
- สิ่งที่ควรรู้
- แพทย์อาจเลือกใช้ในบางกรณี โดยดูจากลักษณะการหายใจ โรคประจำตัว แรงดันที่ต้องใช้ และความสบายขณะใช้เครื่อง
ไม่ควรสรุปว่า BiPAP มีไว้สำหรับ “OSA รุนแรง” เท่านั้น
ตารางด้านบนสรุปว่า CPAP, APAP และ BPAP ส่งแรงดันแตกต่างกันอย่างไร แพทย์ผู้ดูแลจะพิจารณาผลตรวจการนอนหลับ อาการ โรคประจำตัว ความสบาย และข้อมูลจากเครื่องหลังเริ่มใช้ เพื่อเลือกชนิดของ PAP และค่าการรักษาที่เหมาะสม ผู้ใช้ไม่ควรเปลี่ยนโหมดหรือปรับแรงดันด้วยตนเองครับ [1,2,5]
เครื่อง CPAP หนึ่งชุดมีอะไรบ้าง และหน้ากากสำคัญอย่างไร
ระบบ CPAP ไม่ได้มีแค่ตัวเครื่อง ส่วนประกอบหลักทำงานต่อกันเป็นชุด ได้แก่
- ตัวเครื่องสร้างแรงดัน ดึงอากาศผ่านแผ่นกรองและส่งแรงดันตามค่าที่กำหนด
- แผ่นกรองอากาศ ช่วยกรองฝุ่นก่อนอากาศเข้าสู่เครื่อง ชนิด วิธีดูแล และรอบเปลี่ยนต่างกันตามรุ่น
- ท่อลม นำอากาศจากเครื่องไปยังหน้ากาก บางระบบรองรับท่อทำความร้อน
- หน้ากากหรือส่วนสัมผัสใบหน้า ส่งแรงดันไปยังทางเดินหายใจ
- สายรัดศีรษะ ยึดหน้ากากให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
- เครื่องทำความชื้น (Humidifier) อาจติดตั้งในตัวหรือเป็นอุปกรณ์ร่วม ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศที่เครื่องส่งออกมา
หน้ากาก CPAP มีหลายประเภท เช่น แบบครอบจมูก (Nasal mask) แบบสัมผัสบริเวณรูจมูก (Pillow mask) และแบบครอบจมูกกับปาก (Full face mask) ทั้งนี้ไม่มีแบบใดเหมาะกับทุกคน การเลือกต้องดูรูปหน้า การหายใจทางจมูกหรือปาก ท่านอน ระดับแรงดัน ความไวของผิวหนัง ความรู้สึกอึดอัด และการรั่วขณะขยับตัว

หน้ากากที่เล็กหรือใหญ่เกินไปอาจรั่ว ส่วนการรัดให้แน่นมากเพื่อหยุดลมรั่วอาจทำให้เจ็บหรือเกิดรอยกด จึงควรลองขนาด จัดตำแหน่งหน้ากาก และตรวจขณะนอนจริง บางครั้งการเปลี่ยนเบาะหน้ากาก (Cushion) ซึ่งเป็นส่วนที่แนบกับใบหน้า หรือเปลี่ยนชนิดของหน้ากาก อาจแก้ปัญหาได้มากกว่าการเปลี่ยนตัวเครื่องครับ หากต้องการดูความแตกต่างของหน้ากากแต่ละแบบและวิธีลองให้พอดี อ่านต่อที่ วิธีเลือกหน้ากาก CPAP ให้เหมาะกับตัวเอง ครับ
ผู้ใช้ CPAP บางคนที่มีอาการคอแห้งมักซื้อสายรัดคาง (Chin strap) มาใช้เอง เพราะคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ ความจริงแล้วสายรัดคางอาจช่วยลดการอ้าปากหรือลมรั่วทางปากได้ในผู้ใช้หน้ากากแบบครอบจมูกบางราย แต่อาจไม่ได้ช่วยทุกคน จึงควรให้แพทย์ช่วยประเมินความเหมาะสมด้วยครับ [7,8]
นอกจากหน้ากาก CPAP จะมีหลายประเภทและหลายขนาดแล้ว อุปกรณ์ต่างๆ ในชุดเครื่อง ก็มีหลายชิ้นและหลายรูปแบบ ในช่วงเริ่มใช้ อาจไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องทำความชื้นหรืออุปกรณ์เสริม หรือเลือกฟังก์ชันให้ครบทุกอย่างตั้งแต่แรก แต่ควรเลือกตามปัญหา รูปแบบการหายใจ ความพอดี คู่มือเฉพาะรุ่น และการใช้งานของแต่ละคนครับ [2]
เริ่มใช้ CPAP อย่างไรให้ปลอดภัย และใช้ต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น
ควรใช้ CPAP ทุกครั้งที่หลับ ทั้งตอนกลางคืนและตอนงีบ เพราะเครื่องช่วยเปิดทางเดินหายใจได้เฉพาะตอนที่สวมหน้ากากและเปิดเครื่องอยู่ ถ้าใช้แค่บางช่วงแล้วถอดออกแต่ยังนอนต่อ ทางเดินหายใจก็อาจกลับมาตีบหรือปิดได้ในช่วงที่ไม่ได้ใช้ครับ [2,5]
ก่อนคืนแรก ควรตรวจว่าชนิดเครื่อง โหมด ช่วงหรือค่าแรงดัน และอุปกรณ์ ตรงกับที่แพทย์หรือทีมดูแลกำหนดไว้ และควรรู้วิธีประกอบท่อ เติมน้ำ (ถ้าใช้เครื่องทำความชื้น) จัดหน้ากาก และเปิดปิดเครื่องตามคู่มือของรุ่นนั้น ควรวางเครื่องให้มั่นคง อย่าให้อะไรบังช่องรับอากาศ และจัดสายไฟกับท่อลมให้พ้นจากจุดที่อาจทำให้สะดุดหรือดึงหน้ากาก
ตำแหน่งวางเครื่องควรยึดตามคู่มือของรุ่นนั้น โดยเฉพาะเมื่อใช้เครื่องทำความชื้น ซึ่งบางรุ่นกำหนดให้ตัวเครื่องอยู่ต่ำกว่าระดับหน้ากาก หลีกเลี่ยงพรมหรือผ้าที่อาจกีดขวางช่องรับอากาศ และดูแลบริเวณรอบเครื่องให้สะอาด ไม่มีเศษอาหารหรือแมลงครับ
แนวทางที่ช่วยให้ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ได้แก่
- ลองสวมหน้ากากขณะตื่นช่วงสั้น ๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับสัมผัสและลม
- จัดหน้ากากในท่านอนจริง ไม่รัดแน่นเกินไป และดูว่าลมรั่วเข้าตาหรือไม่
- เมื่อเข้านอน ให้สวมหน้ากากและเปิดเครื่องก่อนหลับ อย่าปล่อยให้เผลอหลับไปก่อนแล้วค่อยมาใส่
- ถ้ามีปัญหา ให้จดไว้ว่ามีอาการอะไร เกิดตอนไหน และเกิดแบบไหน เพื่อช่วยให้ทีมดูแลหาสาเหตุได้ง่ายขึ้น
- ติดตามผลตามนัด โดยดูทั้งชั่วโมงใช้งาน ลมรั่ว และผลการรักษา ไม่ใช่ดูแค่จำนวนชั่วโมง
- ขอความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรก ไม่ควรรอจนรู้สึกท้อและหยุดใช้ไปนาน
ตัวเลข “4 ชั่วโมง” มักใช้ในงานวิจัย และสำนักงานประกันสังคมก็นำตัวเลขนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การเบิกจ่าย แต่เครื่อง CPAP ช่วยได้เฉพาะตอนที่ใส่และเปิดเครื่องครับ ถ้านอน 7 ชั่วโมงแต่ใส่แค่ 4 ชั่วโมง อีก 3 ชั่วโมงที่เหลือก็เป็นช่วงที่ไม่ได้ใช้เครื่อง ดังนั้น ใช้ครบ 4 ชั่วโมงไม่ได้แปลว่าเพียงพอสำหรับทุกคน ถ้าทำได้ ควรใส่เครื่องทุกครั้งที่นอนและใส่ต่อเนื่องจนตื่น ส่วนสิทธิอื่นควรตรวจเงื่อนไขกับหน่วยงานเจ้าของสิทธิโดยตรงครับ [2,9]
หลังเริ่มใช้ ไม่ควรดูแค่ว่าเปิดเครื่องครบกี่ชั่วโมง ควรดูด้วยว่าหน้ากากรั่วมากไหม เครื่องยังพบช่วงหายใจผิดปกติมากน้อยแค่ไหน ยังตื่นบ่อยหรือง่วงตอนกลางวันอยู่หรือไม่ และตัวเลขจากเครื่องตรงกับอาการจริงไหม
ตัวเลขแต่ละคืนเปลี่ยนได้ตามท่านอน เวลาที่หลับ อาการคัดจมูก หรือลมรั่ว จึงไม่ควรปรับเครื่องเองตามตัวเลขของคืนเดียว ควรให้ทีมดูแลช่วยดูข้อมูลเป็นระยะ เพื่อหาว่าปัญหาอยู่ที่เวลาการใช้ หน้ากาก อุปกรณ์ ค่าแรงดัน หรือมีสาเหตุอื่นครับ [1,4]
หากคืนแรกยังใช้ไม่เต็มช่วงนอน ไม่ได้แปลว่าต้องยอมแพ้ ให้หาสาเหตุแล้วแก้อย่างปลอดภัย เช่น ปรับวิธีใส่หน้ากาก จัดการเรื่องความชื้น หรือใช้ฟังก์ชันที่ช่วยให้สบายขึ้น โดยทำตามคู่มือและคำแนะนำของทีมดูแล แต่ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการลดแรงดันหรือเปลี่ยนโหมดเองครับ

ใช้ CPAP แล้วอาจดีขึ้นอย่างไร และมีข้อจำกัดอะไร
สำหรับผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น OSA แนวทางของสมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งสหรัฐอเมริกา (AASM) แนะนำอย่างชัดเจนให้ใช้ PAP ในผู้ที่มีอาการง่วงกลางวันมากผิดปกติ ส่วนผู้ที่มีปัญหาการนอนจนกระทบคุณภาพชีวิต หรือมีโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย แนวทางให้แพทย์พิจารณาใช้ PAP โดยดูประโยชน์และความเหมาะสมเป็นรายคนครับ [1,2]
ประโยชน์ที่อาจสังเกตได้มีหลายรูปแบบ เช่น ตื่นระหว่างคืนน้อยลง รู้สึกสดชื่นขึ้น ง่วงกลางวันลดลง หรือเสียงกรนจากการอุดกั้นเบาลง บางคนรู้สึกได้เร็ว บางคนต้องใช้เวลา และบางคนมีสาเหตุอื่นที่ทำให้อ่อนเพลียร่วมด้วย จึงไม่ควรเอาผลของคนอื่นมาวัดว่าเราต้องดีขึ้นแบบเดียวกัน
CPAP มีข้อจำกัดที่ควรเข้าใจตั้งแต่ต้น
- เครื่องช่วยเปิดทางเดินหายใจเฉพาะช่วงที่ใช้ ไม่ได้ทำให้โครงสร้างของจมูก คอ ขากรรไกร หรือโรคประจำตัวอื่น ๆ หายไปถาวร
- ผลการรักษาขึ้นกับการใช้เครื่องขณะหลับ ค่าแรงดันที่เหมาะสม และหน้ากากที่ไม่รั่วมากเกินไป
- อาการง่วงหรือหลับไม่สดชื่นอาจมีหลายสาเหตุ เช่น นอนไม่พอ ยา โรคทางกาย หรือความผิดปกติการนอนชนิดอื่น
- ตัวเลขที่เครื่องรายงานช่วยให้แพทย์หรือทีมดูแลติดตามผลการรักษา และต้องดูร่วมกับอาการ การรั่วของหน้ากาก และข้อมูลการรักษาอื่น ๆ แต่ใช้แทนการตรวจการนอนหลับเพื่อวินิจฉัย OSA ไม่ได้ [1,4]
- การใช้ PAP ไม่ได้แทนการดูแลน้ำหนัก โรคประจำตัว พฤติกรรมการนอน หรือการรักษาอื่นที่แพทย์เห็นว่าจำเป็น
CPAP ไม่ได้รับประกันว่าจะป้องกันหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้ความดันโลหิตกลับเป็นปกติในทุกคน หรือทำให้อาการทั้งหมดหายไป ผลที่ได้ขึ้นกับสุขภาพเดิม โรคประจำตัว และความต่อเนื่องในการใช้เครื่องครับ [1,2]
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย แก้อย่างไร และเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือ
ช่วงเริ่มใช้ CPAP อาจรู้สึกไม่สบายบ้าง แต่หลายปัญหาแก้ได้ถ้าหาสาเหตุเจอ ไม่ควรฝืนทนไปเองจนสุดท้ายเลิกใช้ และไม่ควรแก้ด้วยการเปลี่ยนแรงดัน โหมด หรือค่าต่างๆ ด้วยตนเอง
หน้ากากรั่วหรือมีลมเข้าตา
ให้เช็กก่อนว่าหน้ากากอยู่ถูกตำแหน่งไหม เบาะหน้ากากพับหรือเปล่า ขนาดพอดีไหม และอุปกรณ์ยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ การรัดให้แน่นขึ้นไม่ได้ช่วยเสมอไป เพราะอาจทำให้เบาะเสียรูปและรั่วมากกว่าเดิม ถ้ายังเป็นซ้ำ ควรขอให้ทีมดูแลช่วยดูขณะอยู่ในท่านอนจริง โดยไม่ต้องลองปรับหลายวิธีพร้อมกันครับ [7]
ผิวหนังเจ็บ เป็นรอย หรือกดทับ
รอยเล็กน้อยหลังถอดหน้ากากอาจเกิดได้ แต่ถ้าเจ็บ แดงค้าง ผิวถลอก หรือเป็นแผล ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้หน้ากากกดจุดเดิมซ้ำ และติดต่อทีมดูแลให้ช่วยตรวจขนาด การจัดสายรัด และชนิดหน้ากาก หากแผลลาม บวม ร้อน มีหนอง หรือมีไข้ ควรพบแพทย์ [7,13]
จมูกแห้ง ปากแห้ง คัดจมูก หรือมีน้ำมูก
อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวกับความชื้น ลมรั่วทางปาก หน้ากาก หรือโรคจมูกเดิม เครื่องทำความชื้นอาจช่วยผู้ใช้บางราย แต่ต้องตั้งและดูแลตามระบบของเครื่อง หากคัดจมูกต่อเนื่อง เลือดกำเดาไหลบ่อย หรือสงสัยว่าเป็นภูมิแพ้ ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุแยกต่างหาก CPAP ไม่ใช่ยารักษาภูมิแพ้ และไม่ควรเริ่มใช้ยาพ่นจมูกหรือยาแก้แพ้เอง หรือหยุดยาที่ใช้ประจำเอง [2,4,7]
รู้สึกแรงดันมาก หายใจออกไม่สบาย หรืออึดอัด
อาการนี้อาจเกิดจากยังไม่คุ้นกับเครื่อง หน้ากากรั่ว หรือการตั้งค่าเครื่องยังไม่เหมาะ ควรบอกทีมดูแลว่าอาการเกิดตอนไหน เพื่อให้ตรวจทั้งหน้ากาก ฟังก์ชันช่วยให้หายใจสบายขึ้น และค่าแรงดัน ไม่ควรลดหรือเพิ่มแรงดันเอง เพราะอาการคล้ายกันอาจเกิดจากคนละสาเหตุครับ [7]
ท้องอืด เรอ หรือลมเข้าท้อง
อาการลมเข้าท้องอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เผลอกลืนลม หน้ากากรั่ว ท่าทางการนอน หรือค่าแรงดันที่สูงเกินไป หากเป็นบ่อย เจ็บท้อง หรือทำให้ใช้เครื่องไม่ได้ ควรให้ทีมดูแลช่วยหาสาเหตุ ไม่ควรลดแรงดันหรือเปลี่ยนโหมดเองครับ [7]
ถอดหน้ากากโดยไม่รู้ตัว นอนไม่หลับ หรือรู้สึกกลัว
การลองสวมหน้ากากขณะตื่น เริ่มใช้ทีละช่วง หรือเปลี่ยนแบบหน้ากากตามคำแนะนำอาจช่วยได้ หากกลัวมาก ใจสั่น หรือรู้สึกหายใจลำบาก ควรถอดหน้ากาก พักในที่ปลอดภัย และปรึกษาแพทย์หรือทีมดูแล ไม่ควรฝืนจนยิ่งกังวล [7]
หากมีอาการหายใจลำบากมาก เจ็บหน้าอก หมดสติ ริมฝีปากเขียว สับสน หรืออาการฉุกเฉินอื่น ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอแก้ด้วยเครื่อง CPAP ที่บ้าน [14,15] ส่วนปัญหาที่ไม่ฉุกเฉินแต่ทำให้ใช้เครื่องต่อไม่ได้ ควรติดต่อแพทย์หรือทีมที่ช่วยดูแลการใช้เครื่องตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ

ทำความสะอาด CPAP อย่างไร และทำไมไม่ควรใช้โอโซนหรือ UV แทนการล้างปกติ
ควรทำความสะอาดเครื่อง หน้ากาก ท่อ แผ่นกรอง และเครื่องทำความชื้นตามคู่มือของรุ่นที่ใช้อยู่ เพราะวัสดุ วิธีถอดล้าง ชนิดน้ำ และความถี่ในการดูแลอาจต่างกัน ไม่มีตารางเดียวที่ใช้ได้กับทุกยี่ห้อและทุกรุ่นครับ [6]
หลักทั่วไปที่ปลอดภัยมีดังนี้
- ปิดเครื่อง ถอดปลั๊ก และแยกชิ้นส่วนตามคู่มือก่อนทำความสะอาด
- ล้างเฉพาะชิ้นส่วนที่คู่มือระบุว่าล้างได้ ซึ่งโดยทั่วไปใช้น้ำกับสบู่อ่อน
- ล้างคราบสบู่ออกและผึ่งให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนประกอบกลับ
- ห้ามนำตัวเครื่อง ส่วนที่เป็นไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ที่คู่มือระบุว่าห้ามเปียก ไปจุ่มน้ำ
- ดูแลหรือเปลี่ยนแผ่นกรองตามชนิดและคำแนะนำของรุ่นนั้น แผ่นกรองบางชนิดล้างได้ แต่บางชนิดต้องเปลี่ยน
- ใช้น้ำและวิธีดูแลกระบอกความชื้นตามคู่มือ ไม่เติมสารหอม น้ำมัน หรือสารทำความสะอาดลงในระบบเอง
- หากชิ้นส่วนแตกร้าว เปลี่ยนสี เหนียว มีกลิ่นผิดปกติ หรือปิดผนึกไม่ดี ควรตรวจสภาพก่อนใช้งานต่อ
องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา หรือ FDA แนะนำให้ล้างอุปกรณ์ตามคู่มือผู้ผลิต และเตือนว่าอุปกรณ์ที่ใช้โอโซนหรือแสง UV บางชนิดอาจไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อ CPAP ตามที่โฆษณาไว้ ทั้งในด้านวัตถุประสงค์ ชิ้นส่วนที่ใช้ และวิธีใช้ โอโซนอาจทำให้ผู้ใช้ได้รับก๊าซในระดับอันตราย และทั้งโอโซนกับ UV อาจทำให้อุปกรณ์บางชนิดเสียหายได้ [6]
แม้เครื่องเสริมหรือบริการจะใช้คำว่า “ฆ่าเชื้อ” ก็ยังต้องล้างคราบ น้ำมันจากผิว และสิ่งสกปรกตามคู่มือเป็นปกติ ก่อนใช้โอโซนหรือ UV ควรตรวจให้ครบ 3 เรื่อง คือ ผลิตภัณฑ์ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่ออะไร ใช้กับชิ้นส่วนใด และต้องใช้อย่างไร นอกจากนี้ควรตรวจด้วยว่าคู่มือของ CPAP อนุญาตให้ใช้หรือไม่ และไม่ควรนำมาใช้แทนการล้างตามคู่มือครับ
ก่อนเลือกซื้อ ควรดูอะไรนอกเหนือจากยี่ห้อและราคา
การเลือก CPAP ควรเริ่มจากผลตรวจและแผนการรักษา ไม่ใช่รุ่นที่โฆษณามากที่สุดหรือมีฟังก์ชันมากที่สุด เครื่องที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคน แม้ราคาจะใกล้กัน
ก่อนตัดสินใจ ควรถามแพทย์ ทีมดูแล หรือผู้จำหน่ายให้ครบในเรื่องต่อไปนี้
- ชนิดเครื่องและค่าที่ตั้งในเครื่องเหมาะกับผลตรวจหรือไม่ ใครรับผิดชอบดูข้อมูล และจะตั้งเครื่องให้ตรงกับที่แพทย์สั่งอย่างไร
- ได้ทดลองหน้ากากและขนาดหรือไม่ หากมีลมรั่วหรือรอยกด จะเปลี่ยนหน้ากากหรือปรับให้พอดีได้อย่างไร
- เครื่อง ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายมีทะเบียนหรือเอกสารที่กฎหมายกำหนดครบหรือไม่ ตรวจเลขทะเบียน เอกสาร และแหล่งที่มาได้จากที่ใด
- การรับประกันครอบคลุมอะไร ระยะเวลา ขั้นตอนส่งซ่อม ค่าใช้จ่าย และข้อยกเว้นระบุชัดหรือไม่
- มีอะไหล่และวัสดุสิ้นเปลืองต่อเนื่องหรือไม่ เช่น แผ่นกรอง ท่อ เบาะหน้ากาก และกระบอกความชื้น
- ระหว่างซ่อมมีแผนสำรองอย่างไร มีเครื่องยืมหรือแนวทางให้ผู้ใช้ไม่ขาดการรักษาหรือไม่ และเงื่อนไขเป็นอย่างไร
- เข้าถึงข้อมูลการใช้ได้หรือไม่ ใครช่วยดูค่าลมรั่ว ชั่วโมงใช้งาน และผลการรักษา รวมถึงข้อมูลส่วนตัวถูกเก็บและใช้อย่างไร
- มีการติดตามหลังเริ่มใช้จริงหรือไม่ ช่องทางติดต่อ เวลาตอบกลับ และขอบเขตบริการควรตรวจสอบให้ชัด
ราคาและสิทธิสำหรับเครื่อง CPAP รวมถึงเอกสาร รุ่นที่มีจำหน่าย และเงื่อนไขรับประกันอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ใช้สิทธิประกันสังคมควรตรวจหลักเกณฑ์ปัจจุบันกับสำนักงานประกันสังคมหรือสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้องโดยตรง [9] ส่วนราคาปัจจุบัน รุ่นที่มีจำหน่าย และเงื่อนไขรับประกัน ควรยืนยันกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายก่อนตัดสินใจ
เมื่อต้องเปรียบเทียบเครื่อง ควรดูชนิดแรงดัน หน้ากากที่ใช้ร่วมกันได้ ระบบความชื้น เสียง ขนาด การดูข้อมูล อะไหล่ การรับประกัน และบริการหลังการขาย ไม่ควรตัดสินจากชื่อยี่ห้ออย่างเดียว และควรขอรายละเอียดบริการกับเงื่อนไขล่าสุดเป็นเอกสารก่อนซื้อ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CPAP
CPAP อ่านว่าอย่างไร และย่อมาจากอะไร
CPAP อ่านว่า “ซีแพป” ย่อมาจาก Continuous Positive Airway Pressure หมายถึงแรงดันบวกต่อเนื่องที่ช่วยพยุงทางเดินหายใจขณะหลับครับ
CPAP ช่วยนอนกรนทุกคนหรือไม่
ไม่ใช่ครับ CPAP ช่วยลดเสียงกรนที่เกี่ยวข้องกับการตีบของทางเดินหายใจในผู้ที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มี OSA แต่การกรนมีหลายสาเหตุ คนที่กรนธรรมดาจึงไม่ควรซื้อเครื่องมาตั้งแรงดันเอง ทั้งที่ยังไม่ได้ให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ [1,5]
ต้องตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ก่อนใช้ CPAP หรือไม่
ก่อนรักษา OSA ด้วย PAP ควรยืนยันด้วยผลตรวจการนอนหลับ ไม่ใช่ดูจากอาการหรือเสียงกรนอย่างเดียว และควรให้แพทย์อ่านผลก่อนเริ่มใช้ วิธีตรวจและขั้นตอนอาจต่างกันตามสุขภาพของแต่ละคนครับ [3]
CPAP ต่างจากเครื่องผลิตออกซิเจนอย่างไร
CPAP ใช้อากาศในห้องมาสร้างแรงดันเพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจ ส่วนเครื่องผลิตออกซิเจนเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจนให้คนที่แพทย์เห็นว่าจำเป็น เครื่องสองชนิดนี้ทำหน้าที่ต่างกัน และไม่ควรต่อเข้าด้วยกันเองโดยไม่มีแผนจากทีมดูแล [5]
CPAP กับ Auto CPAP ต่างกันอย่างไร
CPAP หรือ Fixed CPAP ส่งแรงดันระดับเดียวระหว่างใช้ ส่วน Auto CPAP หรือ APAP จะปรับแรงดันขึ้นลงเองภายในช่วงที่ตั้งไว้ โดยอิงจากการหายใจและระบบคำนวณของเครื่อง แบบอัตโนมัติไม่ได้เหมาะกว่าสำหรับทุกคน และไม่ว่าแบบไหนก็ต้องให้แพทย์หรือทีมดูแลตั้งค่าและติดตามผลอย่างเหมาะสม [2,5]
ใช้ CPAP แล้วต้องใช้ตลอดชีวิตหรือไม่
ระยะเวลาที่ต้องใช้ขึ้นกับสาเหตุ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพ น้ำหนัก และโครงสร้างทางเดินหายใจครับ
CPAP ควบคุมการอุดกั้นในเวลาที่ใช้ หากต้องการหยุดใช้หลังน้ำหนักเปลี่ยน ผ่าตัด หรือรับการรักษาอื่น ควรให้แพทย์ประเมินและตรวจติดตามตามความเหมาะสมก่อน ไม่ควรหยุดเองเพราะรู้สึกดีขึ้นหรือเสียงกรนเงียบลงครับ [4]
ใช้ CPAP อย่างน้อยกี่ชั่วโมง
ถ้าทำได้ ควรใส่เครื่องทุกครั้งที่หลับ รวมถึงตอนงีบ และใส่ต่อเนื่องจนตื่นครับ ตัวเลข 4 ชั่วโมงมักใช้ในงานวิจัย และสำนักงานประกันสังคมก็นำตัวเลขนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การเบิกจ่าย แต่ไม่ได้แปลว่าใส่แค่นี้แล้วจะพอสำหรับทุกคน เพราะ CPAP ช่วยได้เฉพาะตอนที่ใส่และเปิดเครื่อง ส่วนสิทธิอื่นควรตรวจเงื่อนไขกับหน่วยงานเจ้าของสิทธิโดยตรงครับ [2,9]
ถ้าอึดอัด ลมรั่ว หรือปากแห้งควรทำอย่างไร
ควรตรวจการวางและขนาดหน้ากาก สภาพท่อ ความชื้น และข้อมูลการรั่ว แล้วติดต่อทีมดูแลเพื่อหาสาเหตุ แม้จะสงสัยว่าแรงดันไม่เหมาะ ก็ไม่ควรปรับโหมดหรือค่าต่างๆ ด้วยตัวเองครับ [4,7]
นำ CPAP ขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสายการบิน เส้นทาง และประเทศครับ แต่การที่นำ CPAP ขึ้นเครื่องได้ ไม่ได้แปลว่าจะเปิดใช้ระหว่างเที่ยวบินได้เสมอไป ก่อนเดินทางจึงควรสอบถามสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินนั้นจริงโดยตรง ทั้งเรื่องการพก CPAP ขึ้นเครื่อง การเปิดใช้ระหว่างเที่ยวบิน แบตเตอรี่ แหล่งจ่ายไฟ และน้ำสำหรับเครื่องทำความชื้น [10,11,12]
สรุปและขั้นตอนต่อไปที่เหมาะกับคุณ
CPAP คือเครื่องสร้างแรงดันบวกจากอากาศในห้องเพื่อช่วยพยุงทางเดินหายใจขณะหลับ ใช้กันมากในการรักษาผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัย OSA ไม่ใช่เครื่องผลิตออกซิเจน โดยทั่วไปไม่ได้หายใจแทนผู้ใช้ และไม่ใช่อุปกรณ์แก้นอนกรนที่ทุกคนควรซื้อมาใช้เองครับ [1,5]
ถ้ายังไม่เคยตรวจ แต่กรนดังเป็นประจำ มีคนเห็นว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก ง่วงมากในตอนกลางวัน ตื่นไม่สดชื่น หรือมีความเสี่ยงขณะขับรถ ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ และปรึกษาเรื่อง Sleep Test ก่อนเลือกเครื่อง หากง่วงจนเสี่ยงอุบัติเหตุ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถและขอคำแนะนำทางการแพทย์โดยเร็ว [3,4]
เมื่อผลตรวจยืนยันภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) แล้ว ก่อนเลือก CPAP หรือ PAP ควรนำผลตรวจพร้อมใบสั่งหรือคำแนะนำที่ได้รับไปหารือกับแพทย์เรื่องชนิดเครื่อง ค่าแรงดัน หน้ากาก การติดตามผล และความช่วยเหลือหลังเริ่มใช้ ไม่ควรเริ่ม เปลี่ยน หรือหยุดแผนการรักษา OSA ด้วยตนเองครับ [1,3]
ผู้ที่กำลังใช้ CPAP หรือ PAP แล้วมีลมรั่ว อึดอัด ปากแห้ง ท้องอืด หรือถอดหน้ากากกลางดึก ไม่ควรหยุดการรักษาหรือปรับแรงดันด้วยตนเอง ควรขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทีมดูแลตรวจหน้ากาก ความชื้น อุปกรณ์ การตั้งค่า และสุขภาพส่วนบุคคล หากมีอาการหายใจลำบากมาก เจ็บหน้าอก หมดสติ ริมฝีปากเขียว สับสน หรืออาการฉุกเฉินอื่น ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันทีและไม่รอแก้ด้วย CPAP ที่บ้านครับ [7,14,15]
ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ทดแทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ หากมีอาการฉุกเฉินควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที
เอกสารอ้างอิง
- Patil SP, et al. Treatment of Adult Obstructive Sleep Apnea with Positive Airway Pressure: An American Academy of Sleep Medicine Clinical Practice Guideline. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2019.
- Patil SP, et al. Treatment of Adult Obstructive Sleep Apnea With Positive Airway Pressure: An American Academy of Sleep Medicine Systematic Review, Meta-Analysis, and GRADE Assessment. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2019.
- Kapur VK, et al. Clinical Practice Guideline for Diagnostic Testing for Adult Obstructive Sleep Apnea. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2017.
- National Institute for Health and Care Excellence. Obstructive sleep apnoea/hypopnoea syndrome and obesity hypoventilation syndrome in over 16s (NG202).
- American Thoracic Society. Positive Airway Pressure (CPAP and BPAP) for Adults with Obstructive Sleep Apnea.
- U.S. Food and Drug Administration. Do You Need a Device That Claims to Clean a CPAP Machine?
- American Academy of Sleep Medicine. Frequently Asked Questions for PAP Troubleshooting.
- Bhat S, et al. The Efficacy of a Chinstrap in Treating Sleep Disordered Breathing and Snoring. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2014.
- สำนักงานประกันสังคม. ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ส่วนโรคหยุดหายใจขณะหลับ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 มีผล 30 กรกฎาคม 2569.
- U.S. Transportation Security Administration. Nebulizers, CPAPs, BiPAPs, and APAPs.
- U.S. Federal Aviation Administration. Airline Passengers and Batteries.
- Electronic Code of Federal Regulations. 14 CFR § 382.133: Evaluation and use of passenger-supplied electronic respiratory assistive devices in flight.
- MedlinePlus. How to care for pressure sores.
- MedlinePlus. Recognizing medical emergencies.
- MedlinePlus. Blue discoloration of the skin.



