ผู้หญิงนอนกรนแก้ยังไง? สาเหตุและวิธีดูแล

อัปเดตล่าสุด:

ผู้หญิงนอนหลับบนเตียง พร้อมข้อความ ผู้หญิงนอนกรน เริ่มดูแลอย่างไร

“ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนทีไร ต้องแอบขอนอนทีหลังคนอื่นทุกที”

“เวลาไปนอนค้างกับแฟน ก็ระแวงจนหลับไม่สนิท เพราะกลัวตัวเองจะส่งเสียงน่าอายออกมา”

สองประโยคข้างบนเป็นความรู้สึกที่ผู้หญิงนอนกรนหลายคนอาจคุ้นเคยครับ ถ้าคุณกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่ ลองเริ่มจากใส่ใจอาการของตัวเองดูก่อน ข้อมูลจากสถาบันหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Heart, Lung, and Blood Institute; NHLBI) บอกว่า ถ้าดูจากอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เสียงกรนดังบ่อย ๆ จะพบในผู้ชายมากกว่า ส่วนอาการอ่อนเพลียพบในผู้หญิงมากกว่า [1] และผู้หญิงมักมีอาการบางอย่างบ่อยกว่า [2] อาการของผู้หญิงที่มีปัญหาการหายใจขณะหลับจึงอาจไม่ได้มีแค่การกรนเสียงดัง

แต่อยากให้สบายใจ และเลิกโทษตัวเองได้แล้วครับ ลองนำเรื่องเสียงกรนและอาการที่สังเกตเห็นไปคุยกับทีมที่ดูแลสุขภาพอย่างเปิดใจ [1] สิ่งที่ควรรู้คือ เสียงกรนดังบ่อย ๆ เป็นอาการหนึ่งที่อาจพบในภาวะหยุดหายใจขณะหลับ [1] ชนิดหนึ่งของภาวะนี้คือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea; OSA) ซึ่งเกิดจากมีสิ่งที่ไปขวางทางเดินหายใจส่วนบนตอนหลับ ทำให้อากาศไหลผ่านไม่ได้ตามปกติ เช่น ลิ้นอาจตกไปด้านหลังแล้วขวางทางเดินหายใจ [3]

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นเรื่องที่ตรวจได้ครับ การตรวจการนอนหลับช่วยวินิจฉัยได้ว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดไหน และรุนแรงแค่ไหน [4] ถ้าตรวจแล้วพบภาวะนี้ การรักษาที่ใช้บ่อยที่สุดคือเครื่องสร้างแรงดันอากาศบวก (positive airway pressure; PAP) ซึ่งมีหลายชนิด และควรคุยกับทีมรักษาว่าชนิดไหนเหมาะกับคุณ [5] ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เป็นการรับประกันผลของวิธีดูแลหรือวิธีรักษาใด ๆ นะครับ

วันนี้ NK Sleepcare จะชวนมาทำความเข้าใจกันว่า ผู้หญิงนอนกรนเกิดจากอะไร สัญญาณแบบไหนที่ไม่ควรมองข้าม เบื้องต้นแก้ยังไงได้บ้าง ดูแลตัวเองได้แค่ไหน และเมื่อไรควรไปตรวจและรักษา รวมถึงเรื่องที่ควรรู้เป็นพิเศษในช่วงตั้งครรภ์และวัยหมดประจำเดือน คุณจะได้มีข้อมูลติดตัวไปปรึกษาได้อย่างมั่นใจครับ

ผู้หญิงนอนกรนเกิดจากอะไร? รู้จัก 4 เรื่องใกล้ตัวและช่วงชีวิตที่ผู้หญิงควรรู้

คุณผู้หญิงหลายคนอาจสงสัยและกังวลว่า น้ำหนักก็ไม่ได้เยอะ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็แทบไม่ดื่ม แล้วทำไมช่วงนี้ถึงเริ่มกรนจนคนนอนข้าง ๆ ทัก

ลองดูแบบนี้จะเข้าใจง่ายขึ้นครับ เรื่องนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ผู้หญิงกับผู้ชายอาจต่างกันได้ 2 เรื่อง เรื่องแรกคืออาการ โดยผู้หญิงมักมีอาการบางอย่างบ่อยกว่า [2] เรื่องที่สองคือช่วงชีวิต ผู้หญิงอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มขึ้นตอนตั้งครรภ์ หรือในช่วงและหลังวัยหมดประจำเดือน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนไป [2] ข้อมูลนี้เป็นเรื่องของความเสี่ยงครับ

อายุ ประวัติครอบครัว พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคประจำตัวอื่น ๆ และลักษณะร่างกายบางอย่าง เช่น คอหรือลิ้น เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ [3] ในบทความนี้จึงขอแบ่งเรื่องใกล้ตัวของผู้หญิงที่นอนกรนเป็น 4 ข้อ คือ ลักษณะทางเดินหายใจส่วนบนกับท่านอน น้ำหนักตัว ซึ่งมักดูคร่าว ๆ จากค่าดัชนีมวลกาย (body mass index; BMI) อายุกับช่วงวัยหมดประจำเดือน และอาการทางจมูกกับภูมิแพ้ ในจำนวนนี้ เรื่องทางเดินหายใจ น้ำหนักตัว และอายุ มีข้อมูลอ้างอิงรองรับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ส่วนท่านอนกับอาการทางจมูก ขอไม่สรุปว่าเป็นสาเหตุ เพราะแหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิงไม่ได้บอกไว้ เรื่องการตั้งครรภ์แยกไว้อีกหัวข้อหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความเสี่ยงและสิ่งที่ควรสังเกตครับ

1. ลักษณะทางเดินหายใจส่วนบน และเรื่องท่านอน

เรื่องแรกที่ควรรู้คือลักษณะของทางเดินหายใจส่วนบนครับ เพราะในภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดที่เกิดจากการอุดกั้น (OSA) จะมีสิ่งที่ไปขวางทางเดินหายใจส่วนบนตอนหลับ [3] นอกจากนี้ ต่อมทอนซิล คอ หรือลิ้นที่ใหญ่ อาจทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนแคบลง หรือทำให้ลิ้นมีโอกาสไปขวางทางเดินหายใจตอนหลับมากขึ้น [3] ลักษณะเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ส่วนเรื่องนอนหงาย แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิงไม่ได้บอกว่าการนอนหงายเป็นสาเหตุของการนอนกรนในผู้หญิงที่ยังไม่ได้ตรวจประเมินครับ ข้อมูลเรื่องท่านอนที่มีอยู่ใช้กับคนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งทีมที่ดูแลอาจแนะนำให้นอนตะแคงแทนนอนหงาย [5] ถ้าคุณนอนกรนและยังไม่ได้ตรวจประเมิน ข้อมูลนี้จึงไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนท่านอนเป็นวิธีรักษาในกรณีของคุณ

2. น้ำหนักตัวและภาวะอ้วน

น้ำหนักตัวกับ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูงขึ้น ไม่ได้เป็นแค่เรื่องรูปร่างภายนอกครับ คนที่มีภาวะอ้วนอาจมีไขมันสะสมที่คอมากขึ้น ซึ่งอาจไปขวางทางเดินหายใจส่วนบนได้ [3] และในช่วงวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงอาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น รวมถึงบริเวณรอบคอด้วย [2]

สำหรับผู้หญิงที่นอนกรนและน้ำหนักเพิ่มขึ้น ควรรู้ว่าลักษณะร่างกายบางอย่าง เช่น คอ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ [3] ส่วนการนอนกรนตอนตั้งครรภ์ ขอแยกไปอธิบายอีกหัวข้อ

3. อายุที่มากขึ้นและวัยหมดประจำเดือน ช่วงที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

อายุที่มากขึ้นเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ [3] และสำหรับผู้หญิง มีอีกช่วงหนึ่งที่ควรรู้ไว้ คือช่วงวัยหมดประจำเดือน (ที่หลายคนเรียกว่าวัยทอง) ครับ เพราะในช่วงนี้และหลังจากนั้น ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มขึ้น [2]

ความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่เพิ่มขึ้นในช่วงวัยหมดประจำเดือน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนไปครับ [2] ถ้าช่วงนี้คุณเริ่มนอนกรน หรือรู้สึกอ่อนเพลีย ให้ไปปรึกษาเรื่องอาการ [1] เพื่อดูร่วมกันว่าควรตรวจประเมินเรื่องการนอนเพิ่มเติมหรือไม่

4. คัดจมูก ภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ ข้อมูลในบทความนี้ครอบคลุมแค่ไหน

ผู้หญิงที่นอนกรนบางคนเป็นภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ หรือผนังกั้นจมูกคด และมีอาการคัดจมูกหรือต้องหายใจทางปากตอนนอนร่วมด้วยครับ แต่แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิงไม่ได้บอกว่าอาการทางจมูกเหล่านี้เป็นสาเหตุของการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จึงขอไม่อธิบายกลไก และไม่สรุปว่าอาการทางจมูกทำให้กรน

ส่วนเสียงกรนและอาการอื่นของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่คุณมี ควรนำไปคุยกับทีมที่ดูแลสุขภาพครับ [1] เนื้อหาส่วนนี้ไม่มีคำแนะนำว่าควรตรวจหรือดูแลอาการทางจมูกอย่างไร

ตั้งครรภ์แล้วนอนกรน ควรคุยกับทีมที่ดูแลการตั้งครรภ์

ช่วงตั้งครรภ์ต้องแยกมาพูดต่างหากครับ ผู้หญิงอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มขึ้นตอนตั้งครรภ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนไป [2] และสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ซึ่งมีภาวะอ้วน วิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American College of Obstetricians and Gynecologists; ACOG) อธิบายว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจทำให้อ่อนเพลีย และเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) รวมถึงปัญหาหัวใจและปอด [6]

ถ้าคุณนอนกรนระหว่างตั้งครรภ์ หรือมีอาการอย่างอ่อนเพลียมาก ให้เล่าอาการให้ทีมที่ดูแลสุขภาพฟัง [1] ส่วนเรื่องการรักษาหรือการใช้อุปกรณ์ระหว่างตั้งครรภ์ ขอไม่ให้คำแนะนำไว้ในที่นี้ครับ

ผู้หญิงนอนกรนแบบไหนควรไปพบแพทย์ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้หญิงหลายคนคิดว่า ถ้ากรนเบา ๆ ก็คงไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ควรดูอาการอื่นด้วยครับ ถ้าดูจากอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เสียงกรนดังบ่อย ๆ พบในผู้ชายมากกว่า ส่วนอาการอ่อนเพลียพบในผู้หญิงมากกว่า [1] และผู้หญิงมักมีอาการบางอย่างบ่อยกว่า [2] บางคนอาจไม่มีอาการอย่างการนอนกรนเลย จึงอาจไม่คิดว่าตัวเองมีภาวะนี้ [2] ผู้หญิงที่กรนไม่ดังจึงยังควรสังเกตอาการอื่นของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ด้วย แล้วนำไปปรึกษาเรื่องอาการ [1]

ถ้าคุณหรือคนที่นอนข้าง ๆ สังเกตเห็นสัญญาณ 3 ข้อต่อไปนี้ ก็ควรนำไปปรึกษาเรื่องอาการกับทีมที่ดูแลสุขภาพครับ [1]

1. กรนแล้วสะดุด เงียบไปเป็นช่วง ๆ หรือหายใจเฮือกกลางดึก

อาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่อาจเกิดตอนนอน ได้แก่ หายใจหยุดไปแล้วกลับมาหายใจใหม่ กรนเสียงดังบ่อย ๆ และหายใจเฮือกเพื่อหาอากาศ [1] ซึ่งคุณอาจไม่รู้ตัวเลยว่ามีอาการเหล่านี้ จนกว่าจะมีคนบอก [1] คนที่นอนข้าง ๆ จึงอาจเป็นคนที่สังเกตเห็นว่าเสียงกรนสะดุด หรือเงียบไปเป็นช่วง ๆ

สิ่งที่คุณหรือคนนอนข้าง ๆ เห็น เช่น เสียงกรนที่สะดุด ช่วงที่เงียบไป หรือการหายใจเฮือก เป็นข้อมูลที่ควรเล่าตอนไปปรึกษาเรื่องอาการ [1] ส่วนการตรวจการนอนหลับช่วยวินิจฉัยได้ว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดไหน และรุนแรงแค่ไหน [4]

2. อ่อนเพลีย ง่วงตอนกลางวัน และปวดหัวตอนเช้า

อาการตอนกลางวันก็เป็นอีกเรื่องที่ควรสังเกตครับ อาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่บางคนอาจสังเกตได้เอง คือ ง่วงและเหนื่อยล้าตอนกลางวัน ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ การจดจ่อ และการตอบสนอง [1] ถ้ามีอาการแบบนี้ ก็เป็นเหตุผลที่ควรไปขอคำปรึกษาครับ [1]

ผู้หญิงมักมีอาการบางอย่างบ่อยกว่า เช่น ง่วงนอนตอนกลางวัน และปวดหัว โดยเฉพาะตอนเช้า [2] ส่วนอาการอ่อนเพลีย (fatigue) ก็เป็นอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่พบในผู้หญิงมากกว่า [1] ถ้าคุณอยู่ในวัยหมดประจำเดือน ควรรู้ไว้ว่าวัยนี้เองก็ส่งผลต่อการนอน และอาจทำให้นอนไม่หลับ ปวดหัว และอ่อนเพลียได้ จึงอาจทำให้ทั้งตัวคุณเองและทีมที่ดูแลสังเกตภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ยากขึ้น [2] อาการเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ควรยกขึ้นมาคุยตอนไปปรึกษาด้วย [1]

3. นอนกรนร่วมกับมีโรคประจำตัว

ถ้าคุณนอนกรนและมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ควรรู้ว่าโรคประจำตัวอื่น ๆ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ [3] และงานวิจัยของ NHLBI ก็พบว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง [3] ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความเสี่ยงที่เกี่ยวโยงกันครับ

ถ้าคุณมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ร่วมกับนอนกรน ควรบอกเรื่องนอนกรนและอาการอื่นที่มีกับทีมที่ดูแลโรคประจำตัวของคุณด้วยครับ จะได้ดูร่วมกันว่าควรตรวจประเมินเรื่องการนอนเพิ่มเติมหรือไม่ [1] ส่วนคนที่เคยเป็นหรือมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (Stroke) ก็ควรแจ้งเรื่องนอนกรนกับทีมที่ดูแลไว้ด้วยเช่นกัน [1]

ผู้หญิงนอนกรนควรไปปรึกษาเรื่องอาการเมื่อไร และควรเล่าอะไรบ้าง

ถ้ามีสัญญาณต่อไปนี้ ควรนัดไปคุยเรื่องอาการกับทีมที่ดูแลสุขภาพครับ [1]

  • คนนอนข้าง ๆ เห็นว่าคุณหายใจหยุดไปแล้วกลับมาหายใจใหม่ กรนสะดุดสลับกับเงียบ หรือหายใจเฮือกกลางดึก ซึ่งเป็นอาการที่อาจพบตอนนอน [1]
  • อ่อนเพลียต่อเนื่อง ง่วงตอนกลางวัน หรือปวดหัวตอนเช้า ซึ่งในอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ผู้หญิงมักมีอาการเหล่านี้บ่อยกว่า [1] [2]
  • มีโรคประจำตัวร่วมกับนอนกรน เพราะโรคประจำตัวอื่น ๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ [3]
  • อยู่ในช่วงหรือหลังวัยหมดประจำเดือน แล้วเริ่มกรนหรืออ่อนเพลียมากขึ้น เพราะช่วงนี้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มขึ้น [2]
  • กำลังตั้งครรภ์และนอนกรน เพราะช่วงตั้งครรภ์ผู้หญิงอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มขึ้น [2] กรณีนี้ให้เล่าอาการให้ทีมที่ดูแลการตั้งครรภ์ฟัง [1]

ตอนไปปรึกษา ลองเล่าว่ามีอาการอะไรบ้าง รวมถึงสิ่งที่คนนอนข้าง ๆ เห็น เพราะอาการตอนนอนบางอย่าง คุณอาจไม่รู้ตัวจนกว่าจะมีคนบอก [1]

4 เรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือกวิธีดูแลอาการนอนกรน

หัวข้อนี้รวม 4 เรื่องที่ควรรู้ไว้ก่อนเลือกวิธีดูแล คือ เรื่องท่านอน ว่าคำแนะนำให้นอนตะแคงใช้กับใคร เรื่องน้ำหนักตัว ว่าการคุมน้ำหนักช่วยได้ในกรณีไหน เรื่องแอลกอฮอล์ บุหรี่ กับการจดบันทึกการนอน และเรื่องอาการคัดจมูกหรือภูมิแพ้ ว่าข้อมูลในบทความนี้ครอบคลุมแค่ไหน เลือกอ่านเรื่องที่ตรงกับตัวเองได้เลยครับ ไม่จำเป็นต้องทำตามลำดับเหมือนกันทุกคน

แต่ถ้ามีสัญญาณอย่างหายใจหยุดแล้วกลับมาหายใจใหม่ หายใจเฮือกกลางดึก หรืออ่อนเพลียต่อเนื่อง ไม่ต้องรอให้ครบ 4 เรื่องนี้ก่อนครับ ไปคุยเรื่องอาการกับทีมดูแลสุขภาพได้เลย [1] ส่วนช่วงตั้งครรภ์ แยกอธิบายไว้ในหัวข้อของตัวเองแล้ว

1. ท่านอน และคำแนะนำเรื่องนอนตะแคงใช้กับใคร

ถ้าคุณชอบนอนหงาย มีข้อมูลเรื่องท่านอนที่ควรรู้ก่อนครับ เมื่อพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทีมที่ดูแลอาจแนะนำให้นอนตะแคงแทนนอนหงาย เพราะอาจช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดอยู่ตอนหลับ [5] แต่ถ้าคุณนอนกรนและยังไม่ได้ตรวจประเมิน ข้อมูลนี้ไม่ได้รองรับการนอนตะแคงเป็นวิธีแก้หรือวิธีรักษาในกรณีของคุณ

ส่วนอุปกรณ์จัดท่านอน หรือการปรับระดับหมอนแบบใดแบบหนึ่งเพื่อรักษาการนอนกรน แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิงไม่ได้พูดถึง จึงไม่มีคำแนะนำเรื่องนี้ครับ

2. น้ำหนักตัวกับเกณฑ์ BMI และการคุมน้ำหนักช่วยได้ในกรณีไหน

เรื่องน้ำหนักตัวควรมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงครับ ลักษณะร่างกายบางอย่าง เช่น คอ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ [3] และการคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยป้องกันหรือรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีสาเหตุจากภาวะอ้วนได้ [3] ข้อนี้ใช้กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีสาเหตุจากภาวะอ้วนครับ ถ้าคุณอยู่ในช่วงหรือหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มขึ้น [2] และมีอาการที่กังวลร่วมด้วย ก็ควรคุยเรื่องอาการกับทีมที่ดูแลสุขภาพ [1] ส่วนถ้าตรวจการนอนหลับแล้วพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทีมรักษาอาจคุยกับคุณเรื่องการปรับพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว [5]

3. แอลกอฮอล์ บุหรี่ และการจดบันทึกการนอน

เรื่องพฤติกรรมที่มีข้อมูลรองรับในบทความนี้ คือแอลกอฮอล์กับบุหรี่ครับ การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ [3] อีกอย่างที่ช่วยเวลาไปตรวจประเมินคือการจดบันทึกการนอน (sleep diary) ซึ่งช่วยให้รู้ว่าเรานอนนานแค่ไหน หลับดีแค่ไหน และง่วงตอนกลางวันแค่ไหน ข้อมูลพวกนี้ช่วยประกอบการวินิจฉัยได้ [4] แต่การจดบันทึกไม่ใช่การรักษา ส่วนการปรับพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว อาจเป็นเรื่องที่ได้คุยกันตามแผนการรักษา ถ้าตรวจการนอนหลับแล้วพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ [5]

4. คัดจมูกหรือภูมิแพ้ร่วมด้วย และสิ่งที่บทความนี้ไม่ได้แนะนำ

ผู้หญิงที่นอนกรนและคัดจมูกเรื้อรังจากภูมิแพ้ หรือเป็นไซนัสอักเสบ บางคนอาจอยากรู้ว่ามีวิธีดูแลทางจมูกที่ช่วยเรื่องนอนกรนไหมครับ แต่แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้ไม่ได้พูดถึงการดูแลอาการทางจมูกเพื่อแก้การนอนกรน

เนื้อหาส่วนนี้จึงไม่มีคำแนะนำเรื่องวิธีล้างจมูก ยา หรือผลิตภัณฑ์ใดเพื่อรักษาการนอนกรน

ผู้หญิงนอนกรนแก้ยังไง? ถ้าดูแลตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรตรวจและรักษากับแพทย์อย่างไร

ถ้าคุณลองดูแลตัวเองแล้ว แต่ยังกรนอยู่ หรือยังตื่นมาอ่อนเพลีย อยากให้เลิกโทษตัวเองครับ การนอนกรนอาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่ควรได้รับการตรวจ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และไม่จำเป็นต้องรอลองให้ครบทุกวิธีก่อน ถ้ามีสัญญาณที่ควรตรวจ ก็ไปปรึกษาได้เลย [1]

สำหรับคนที่ดูแลตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้น หัวข้อนี้แบ่งเป็น 2 เรื่อง คือ การประเมินและการตรวจการนอนหลับ และการรักษาเมื่อผลตรวจพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับครับ

1. เข้ารับการประเมินและตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อช่วยวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

NHLBI อธิบายว่าในการวินิจฉัย ทีมที่ดูแลสุขภาพจะถามเรื่องอาการ ปัจจัยเสี่ยง และประวัติภาวะหยุดหายใจขณะหลับในครอบครัว และจะให้ไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ หรือไปที่ศูนย์ตรวจเพื่อทำการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) [4] การตรวจนี้ช่วยวินิจฉัยได้ว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดไหน และรุนแรงแค่ไหนครับ [4] และ ACOG ก็บอกว่าการตรวจการนอนหลับมักใช้ตรวจหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น [7]

  • การตรวจการนอนหลับคืออะไร: ACOG อธิบายว่าการตรวจการนอนหลับ (sleep study) คือการเฝ้าดูการทำงานของร่างกายตอนนอนหลับตลอดทั้งคืน [7] ส่วนการตรวจแต่ละแบบบันทึกอะไรบ้าง ถามทีมที่ดูแลหรือศูนย์ที่ตรวจได้เลยครับ
  • ทำไมผลตรวจถึงสำคัญกับผู้หญิงที่นอนกรน: เพราะในอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาการอ่อนเพลียพบในผู้หญิงได้บ่อยกว่า [1] และผู้หญิงมักมีอาการบางอย่างบ่อยกว่า [2] อาการจึงอาจไม่ได้ออกมาเป็นเสียงกรนดังเสมอไป การตรวจการนอนหลับช่วยวินิจฉัยชนิดและความรุนแรงของภาวะนี้ได้ [4]

2. การรักษาเมื่อผลตรวจพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งอาจรวมถึงการใช้เครื่อง PAP

ถ้าผลตรวจการนอนหลับพบว่าคุณมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คุณอาจได้ประโยชน์จากเครื่อง PAP อุปกรณ์ในช่องปาก หรือการรักษาอื่นที่ช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดอยู่ตอนหลับ [5] โดยเครื่อง PAP เป็นการรักษาที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ [5]

ACOG บอกว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดที่เกิดจากการอุดกั้น (OSA) รักษาได้ด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกแบบต่อเนื่อง (continuous positive airway pressure; CPAP) และอุปกรณ์ในช่องปากที่ใช้ปรับตำแหน่งขากรรไกร (mandibular advancement device; MAD) [7] ส่วนเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) เป็นเครื่อง PAP ชนิดหนึ่ง [5]

ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และกำลังคิดเรื่องเครื่อง CPAP หรือเครื่อง PAP ชนิดอื่น ควรรู้ว่าเครื่อง PAP มีหลายชนิด และควรปรึกษาทีมที่ดูแลว่าชนิดไหนเหมาะกับคุณ [5] ส่วนค่าการตั้งเครื่องหรือวิธีปรับเครื่อง ไม่ได้รวมอยู่ในเนื้อหานี้ นอกจากนี้ ถ้าตรวจการนอนหลับแล้วพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การปรับพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาวก็อาจเป็นเรื่องที่ได้คุยกันในการรักษาด้วย [5] ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นไม่ใช่การรับประกันผลการรักษาครับ

อย่าให้ความอายมาทำให้ไม่กล้าปรึกษาใครเลยครับ เสียงกรนเป็นสัญญาณหนึ่งที่ควรสังเกต โดยเฉพาะถ้ามาพร้อมอาการอ่อนเพลีย ง่วงตอนกลางวัน หรือสัญญาณอื่นที่ควรไปตรวจ ช่วงตั้งครรภ์ และช่วงหรือหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นช่วงที่ความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจเพิ่มขึ้น [2] ถ้ามีอาการ ควรนำไปคุยกับทีมที่ดูแลสุขภาพ และอาจต้องตรวจการนอนหลับเพื่อช่วยวินิจฉัย [1] การตรวจนี้ช่วยบอกได้ว่าเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดไหน และรุนแรงแค่ไหนครับ [4]

คำถามที่พบบ่อยเรื่องผู้หญิงนอนกรน

ผู้หญิงที่กรนเสียงเบา ต้องกังวลเรื่องภาวะหยุดหายใจขณะหลับไหม?

ถึงจะกรนเบา ก็ควรดูอาการอื่นด้วยครับ เพราะถ้าดูจากอาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เสียงกรนดังบ่อย ๆ พบในผู้ชายมากกว่า ส่วนอาการอ่อนเพลียพบในผู้หญิงมากกว่า [1] ถ้ากรนเบาแต่อ่อนเพลียต่อเนื่อง ก็ควรนำอาการนี้ไปปรึกษา [1] เพื่อดูว่าต้องตรวจประเมินเรื่องการนอนเพิ่มเติมหรือไม่

ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เริ่มนอนกรน ควรทำยังไง?

ในช่วงและหลังวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มขึ้น [2] นี่เป็นเรื่องความเสี่ยงครับ ถ้าเริ่มนอนกรน อ่อนเพลีย หรือง่วงตอนกลางวัน ควรไปคุยเรื่องอาการกับแพทย์หรือทีมที่ดูแลสุขภาพของคุณ [1] เพื่อดูว่าควรตรวจประเมินเรื่องการนอนเพิ่มเติมหรือไม่

ตั้งครรภ์แล้วเริ่มนอนกรน ควรทำยังไง?

ควรเล่าอาการให้ทีมที่ดูแลการตั้งครรภ์ฟังครับ [1] ช่วงตั้งครรภ์ ผู้หญิงอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนไป [2] และสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ซึ่งมีภาวะอ้วน ACOG บอกว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจทำให้อ่อนเพลีย และเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ภาวะครรภ์เป็นพิษ รวมถึงปัญหาหัวใจและปอด [6] ส่วนเรื่องการรักษาหรือการใช้อุปกรณ์ระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของคำตอบนี้

ผู้หญิงนอนกรน ดูแลตัวเองได้แค่ไหน?

การจดบันทึกการนอนและการดูแลน้ำหนัก เป็นสิ่งที่ทำเองได้ครับ โดยแต่ละเรื่องมีบทบาทต่างกัน การจดบันทึกการนอน (sleep diary) ช่วยให้รู้ว่าเรานอนนานแค่ไหน หลับดีแค่ไหน และง่วงตอนกลางวันแค่ไหน ข้อมูลพวกนี้ช่วยประกอบการวินิจฉัยได้ [4] ส่วนการคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยป้องกันหรือรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มีสาเหตุจากภาวะอ้วนได้ [3] สำหรับท่านอน เมื่อพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทีมที่ดูแลอาจแนะนำให้นอนตะแคงแทนนอนหงาย [5] และถ้าตรวจการนอนหลับแล้วพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทีมที่ดูแลก็อาจคุยกับคุณเรื่องการปรับพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว [5] ถ้ามีอาการอย่างหายใจหยุดแล้วกลับมาหายใจใหม่ หายใจเฮือกเพื่อหาอากาศ หรือง่วงและเหนื่อยล้าตอนกลางวัน ควรคุยเรื่องอาการกับทีมที่ดูแลสุขภาพครับ [1]

เครื่อง CPAP เป็นทางเลือกการรักษาสำหรับใคร?

เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกแบบต่อเนื่อง (CPAP) เป็นเครื่องสร้างแรงดันอากาศบวก (PAP) ชนิดหนึ่งครับ [5] ถ้าผลตรวจการนอนหลับพบว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจได้ประโยชน์จากเครื่อง PAP อุปกรณ์ในช่องปาก หรือการรักษาอื่นที่ช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดอยู่ตอนหลับ [5] โดยเครื่อง PAP เป็นการรักษาที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ มีหลายชนิด และควรคุยกับแพทย์หรือทีมที่ดูแลว่าชนิดไหนเหมาะกับคุณ [5] ส่วน ACOG บอกว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดที่เกิดจากการอุดกั้นรักษาได้ด้วย CPAP และอุปกรณ์ในช่องปากที่ใช้ปรับตำแหน่งขากรรไกร (MAD) [7] ทั้งนี้ คำตอบนี้ไม่มีค่าการตั้งเครื่องหรือวิธีปรับเครื่องให้ครับ

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป เพื่อช่วยให้เข้าใจเรื่องผู้หญิงนอนกรนมากขึ้น ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการรักษาเฉพาะตัว ถ้ามีอาการหรือสงสัยอะไร ควรปรึกษาแพทย์หรือทีมที่ดูแลคุณ ส่วนคนที่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาทีมที่ดูแลการตั้งครรภ์

แหล่งอ้างอิง

  1. สถาบันหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NHLBI) สังกัดสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health; NIH). Sleep Apnea – Symptoms | NHLBI, NIH. https://www.nhlbi.nih.gov/health/sleep-apnea/symptoms (สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 2569)
  2. NHLBI, NIH. Sleep Apnea – Sleep Apnea and Women | NHLBI, NIH. https://www.nhlbi.nih.gov/health/sleep-apnea/women (สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 2569)
  3. NHLBI, NIH. Sleep Apnea – Causes and Risk Factors | NHLBI, NIH. https://www.nhlbi.nih.gov/health/sleep-apnea/causes (สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 2569)
  4. NHLBI, NIH. Sleep Apnea – Diagnosis | NHLBI, NIH. https://www.nhlbi.nih.gov/health/sleep-apnea/diagnosis (สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 2569)
  5. NHLBI, NIH. Sleep Apnea – Treatment | NHLBI, NIH. https://www.nhlbi.nih.gov/health/sleep-apnea/treatment (สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 2569)
  6. วิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ACOG). Obesity and Pregnancy | ACOG. https://www.acog.org/womens-health/faqs/obesity-and-pregnancy (สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 2569)
  7. ACOG. Sleep Health and Disorders | ACOG. https://www.acog.org/womens-health/faqs/sleep-health-and-disorders (สืบค้นเมื่อ ตุลาคม 2569)