วิธีแก้นอนกรน เริ่มจากหาสาเหตุจนถึงการรักษาที่เหมาะกับคุณ
อัปเดตล่าสุด:
อาการนอนกรนเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น นอนหงาย ดื่มแอลกอฮอล์ใกล้เวลานอน คัดจมูก น้ำหนักเกิน หรือลักษณะโครงสร้างทางเดินหายใจ การแก้นอนกรนจึงควรเริ่มจากหาสาเหตุ และดูว่ามีสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ร่วมด้วยหรือไม่ครับ
เสียงกรนอาจรบกวนคนข้าง ๆ แต่ความดัง หรือผลกระทบต่อคนรอบข้างเพียงอย่างเดียว ยังบอกไม่ได้ว่า OSA รุนแรงแค่ไหน วิธีแก้นอนกรนจึงควรเลือกจากสาเหตุ อาการร่วม ผลกระทบตอนกลางวัน และผลตรวจเมื่อแพทย์เห็นว่าจำเป็น ไม่ควรเริ่มจากการซื้ออุปกรณ์ตามคำโฆษณาเพียงอย่างเดียวครับ

ข้อมูลอาการและแนวทางดูแลเบื้องต้นสอดคล้องกับคำแนะนำสำหรับผู้มีอาการนอนกรน[1] ส่วนจะยืนยันว่าเป็น OSA ได้ ต้องอาศัยการประเมินและการตรวจการนอนหลับที่เหมาะสม จะดูจากเสียงกรนอย่างเดียวไม่ได้ครับ
สรุปสั้น ๆ ถ้านอนกรนควรเริ่มอย่างไร
- ถ้ากรนเป็นบางครั้งและไม่มีอาการผิดปกติอื่น ลองปรับท่านอน ลดแอลกอฮอล์ ดูแลน้ำหนักเมื่อมีน้ำหนักเกิน และแก้ปัญหาคัดจมูกอย่างเหมาะสมก่อนครับ
- ถ้ากรนดังหรือกรนเกือบทุกคืน มีคนเห็นว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก สำลัก หรือกลางวันง่วงมาก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- หากตรวจพบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การรักษาอาจเป็นเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (PAP/CPAP) เครื่องมือในช่องปาก การดูแลน้ำหนัก การรักษาปัญหาจมูก หรือการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย
- ไม่มีวิธีใดเหมาะกับทุกคน และถึงเสียงกรนจะเบาลง ก็ไม่ได้แปลว่าการหายใจขณะหลับกลับมาเป็นปกติแล้วเสมอไปครับ
ที่ต้องแยกกรนธรรมดาออกจาก OSA ก็เพราะใน OSA ทางเดินหายใจจะตีบหรือปิดซ้ำ ๆ ระหว่างหลับ ทำให้หลับได้ไม่ต่อเนื่อง และอาจง่วงจนกระทบความปลอดภัยได้ หากมีอาการเตือน ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน[2] แทนการลองอุปกรณ์ด้วยตัวเองครับ
นอนกรนเกิดจากอะไร
เสียงกรนเกิดจากอากาศไหลผ่านทางเดินหายใจส่วนต้นที่แคบลงขณะหลับ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น หรือผนังคอสั่นจนเกิดเสียงครับ
สิ่งที่ทำให้ทางเดินหายใจแคบลงมีได้หลายอย่าง เช่น
- นอนหงายแล้วลิ้นตกไปด้านหลัง
- ดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาที่ทำให้ง่วง ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจคลายตัวมากขึ้น
- น้ำหนักเกินหรือมีไขมันสะสมรอบคอและทางเดินหายใจ
- คัดจมูกจากภูมิแพ้ หวัด หรือโครงสร้างภายในจมูก
- ลักษณะของขากรรไกร ลิ้น เพดานอ่อน หรือทอนซิล
- อายุที่มากขึ้น ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อหย่อนตัวได้ง่ายขึ้น
- การสูบบุหรี่ ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจระคายเคืองและอักเสบ
หลายคนมีหลายปัจจัยร่วมกัน จึงไม่ควรสรุปสาเหตุจากรูปร่างหรือเสียงกรนเพียงอย่างเดียว ปัจจัยที่พบบ่อยเหล่านี้สอดคล้องกับคำแนะนำสำหรับผู้มีอาการนอนกรน[1] หากต้องการอ่านเรื่องโครงสร้างทางกายภาพเพิ่มเติม ดูได้ที่ ปัจจัยทางกายวิภาคที่มีส่วนทำให้นอนกรน ครับ
นอนกรนธรรมดา ต่างจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) อย่างไร
คนที่นอนกรนไม่ได้มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับทุกคนครับ แต่เสียงกรนอาจเป็นสัญญาณหนึ่งของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA)
ในผู้ที่มี OSA ทางเดินหายใจจะตีบแคบหรือปิดซ้ำ ๆ ระหว่างนอน ทำให้ลมหายใจลดลงหรือหยุดเป็นช่วง ๆ และร่างกายต้องพยายามเปิดทางเดินหายใจขึ้นมาใหม่ ทำให้หลับได้ไม่ต่อเนื่อง แม้เจ้าตัวอาจไม่รู้สึกว่าตื่นก็ตาม กลไกและอาการเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางการวินิจฉัยและข้อมูลสำหรับผู้ป่วย[2,3]
สัญญาณที่ควรพบแพทย์
ควรนัดพบแพทย์เพื่อประเมิน ถ้าคุณหรือคนที่นอนข้าง ๆ สังเกตเห็นอาการต่อไปนี้
- หายใจหยุดเป็นช่วง ๆ ระหว่างหลับ
- สะดุ้งเฮือก สำลัก หรือเหมือนหายใจไม่ออก
- กรนดังและกรนเป็นประจำ
- ตื่นมาไม่สดชื่น ปวดศีรษะตอนเช้า หรือคอแห้งบ่อย
- ง่วงมากในตอนกลางวัน สมาธิลดลง หรือเผลอหลับง่าย
- ง่วงขณะขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร
- นอนครบเวลาแล้วแต่ยังอ่อนเพลียต่อเนื่อง
ถ้าง่วงจนเสี่ยงอันตรายเมื่อขับรถ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถ และรีบพบแพทย์เพื่อประเมิน[3] ครับ

สำหรับผู้ที่นอนกรนหรือสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) ผู้หญิงอาจมีรูปแบบอาการต่างออกไป และความเสี่ยงของ OSA อาจเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ รวมถึงช่วงและหลังวัยหมดประจำเดือน[10] อ่านรายละเอียดเฉพาะได้ที่ ผู้หญิงนอนกรนเกิดจากอะไร และควรดูแลอย่างไร ครับ
วิธีแก้นอนกรนเบื้องต้น
ถ้ากรนไม่รุนแรง และไม่มีอาการหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก สำลัก ง่วงมากผิดปกติ หรือง่วงจนกระทบการขับรถ คุณอาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมซึ่งมีความเสี่ยงต่ำก่อนครับ
ข้อควรรู้: วิธีต่อไปนี้อาจช่วยลดเสียงกรนได้ในบางคน แต่ถึงเสียงกรนจะเบาลง ก็ยังบอกไม่ได้ว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ หรือควบคุมภาวะนี้ได้แล้วหรือยัง หากมีคนเห็นว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก หรือสำลักขณะหลับ หรือรู้สึกง่วงมากผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอลองแก้ด้วยตัวเองก่อน
1. ลองเปลี่ยนจากนอนหงายเป็นนอนตะแคง
เวลานอนหงาย ลิ้นและเนื้อเยื่อในคออาจตกไปด้านหลัง ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง คนที่กรนชัดเจนเฉพาะตอนนอนหงายจึงอาจกรนน้อยลงเมื่อนอนตะแคง

คุณอาจใช้หมอนข้าง หมอนที่ช่วยพยุงลำตัว หรืออุปกรณ์เตือนท่านอนเพื่อช่วยลดการพลิกกลับมานอนหงาย หากยังกรนมากหรือมีอาการหยุดหายใจ ไม่ควรพึ่งการเปลี่ยนท่านอนเพียงอย่างเดียวครับ [1]
2. ดูแลน้ำหนักเมื่อมีน้ำหนักเกิน
ในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การดูแลน้ำหนักอาจช่วยลดความรุนแรงของ OSA และอาจทำให้อาการกรนดีขึ้นได้ การดูแลน้ำหนักควรทำหลายด้านควบคู่กัน ทั้งเลือกกินอาหารให้เหมาะกับสุขภาพ ขยับร่างกายหรือออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง หลักการนี้สอดคล้องกับแนวทางควบคุมน้ำหนักใน OSA[4]
คนรูปร่างผอมก็นอนกรนหรือมี OSA ได้ครับ ส่วนผู้ใหญ่ที่ตรวจพบ OSA และมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การดูแลน้ำหนักอาจเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษาหลักที่แพทย์เห็นว่าจำเป็น
3. ลดหรือหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ใกล้เวลานอน
แอลกอฮอล์ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอคลายตัวมากขึ้น จึงอาจทำให้กรนดังขึ้นหรือทางเดินหายใจอุดกั้นมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อดื่มใกล้เวลาเข้านอน หากสังเกตว่าคืนไหนดื่มแล้วกรนมากขึ้น ลองลดปริมาณหรือเลี่ยงการดื่มช่วงก่อนนอน[1] ครับ
4. งดสูบบุหรี่
ควันบุหรี่ทำให้จมูกและลำคอระคายเคือง และอาจทำให้กรนมากขึ้น การงดสูบบุหรี่มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมและเป็นหนึ่งในคำแนะนำการดูแลเบื้องต้น[1]
5. ดูแลอาการคัดจมูกตามสาเหตุ
ถ้าหายใจทางจมูกไม่สะดวก คุณอาจอ้าปากหายใจและกรนมากขึ้น จึงควรหาสาเหตุว่าคัดจมูกเพราะภูมิแพ้ การติดเชื้อ ผนังกั้นจมูกคด หรือปัญหาอื่น การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออาจช่วยในบางคน ส่วนยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก หรือยาลดคัดจมูกควรเลือกให้เหมาะกับโรคและสุขภาพของแต่ละคนครับ
แผ่นแปะจมูกหรืออุปกรณ์ถ่างจมูกอาจช่วยให้ลมหายใจผ่านจมูกสะดวกขึ้นในบางกรณี แต่ไม่ใช่วิธีรักษาการอุดกั้นที่เกิดบริเวณลำคอ และการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ก็ไม่ได้ยืนยันว่าควบคุม OSA ได้แล้ว [1]
6. ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องยาหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ง่วง
ยานอนหลับอาจทำให้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) แย่ลงในบางคน จึงไม่ควรใช้เว้นแต่แพทย์แนะนำ ส่วนยาอื่นที่ทำให้ง่วงควรให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวน และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง[3] ครับ
7. นอนให้พอและเป็นเวลา
การนอนไม่พอทำให้อาการง่วงในตอนกลางวันแย่ลง และทำให้แยกได้ยากว่าอ่อนเพลียจาก OSA หรือจากการพักผ่อนไม่พอ การเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลาใกล้เคียงกันทุกวันจึงช่วยให้คุณและแพทย์ประเมินอาการได้ชัดขึ้น แม้การนอนให้พอจะไม่ใช่การรักษา OSA โดยตรงก็ตาม หากยังง่วงมากหรือมีอาการหยุดหายใจ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน[3]
นอนกรนเมื่อไหร่ควรตรวจ Sleep Test และควรตรวจแบบไหน
ไม่ใช่ทุกคนที่นอนกรนจะต้องตรวจการนอนหลับทันทีเพื่อวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ครับ แต่ถ้ามีคนเห็นว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก หรือสำลักขณะหลับ หรือรู้สึกง่วงมากผิดปกติ หรือมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาตรวจ
แบบประเมิน แอปพลิเคชัน นาฬิกาอัจฉริยะ หรือคลิปเสียงจากโทรศัพท์ช่วยเก็บข้อมูลเบื้องต้นได้ แต่ยังใช้บอกไม่ได้ว่าเป็นหรือไม่เป็น OSA แพทย์ต้องประเมินอาการ โรคประจำตัว โครงสร้างทางเดินหายใจ และยาที่ใช้ แล้วจึงเลือกการตรวจที่เหมาะสม[2] ครับ
การตรวจการนอนหลับที่บ้านอาจใช้ในผู้ใหญ่ที่ไม่มีภาวะซับซ้อนและมีอาการหรือสัญญาณที่บ่งว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อ OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง ส่วนในกรณีต่อไปนี้ แนวทาง AASM แนะนำให้ตรวจแบบเต็มรูปแบบในห้องปฏิบัติการการนอนหลับมากกว่าตรวจที่บ้าน ได้แก่ มีโรคหัวใจหรือโรคระบบหายใจที่มีความสำคัญ สงสัยว่าหายใจตื้นผิดปกติ ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์เรื้อรัง เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือมีอาการนอนไม่หลับรุนแรง[2]
ถ้าตรวจการนอนหลับที่บ้านเพียงครั้งเดียวแล้วผลออกมาว่าไม่พบ OSA หรือสรุปผลไม่ได้ หรือข้อมูลที่บันทึกได้ไม่เพียงพอ แนวทาง AASM แนะนำให้ตรวจแบบเต็มรูปแบบในห้องปฏิบัติการต่อเพื่อวินิจฉัย OSA[2] อ่านรายละเอียดได้ที่ การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) คืออะไร และ การตรวจการนอนหลับที่บ้าน ครับ
ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรวจแบบไหน?
สามารถฝากข้อมูลให้ทีม NK Sleepcare ติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นได้ ส่วนการวินิจฉัยและเลือกรูปแบบการตรวจควรให้แพทย์ประเมินครับ
วิธีรักษานอนกรนและ OSA ทางการแพทย์
การรักษานอนกรนต้องแยกระหว่างผู้ที่กรนโดยยังไม่พบ OSA กับผู้ที่ตรวจพบ OSA ครับ เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้เสียงกรนเบาลง แต่ต้องควบคุมการอุดกั้น ลดอาการ และติดตามว่าการหายใจขณะหลับดีขึ้นจริง วิธีรักษาจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุ ผลตรวจ โรคร่วม และความเหมาะสมของแต่ละคน

รักษาปัญหาจมูกและทางเดินหายใจส่วนต้น
ถ้ามีภูมิแพ้จมูก ริดสีดวงจมูก ผนังกั้นจมูกคด หรือทอนซิลโต การรักษาตามสาเหตุอาจช่วยให้หายใจสะดวกขึ้นและลดการกรนในบางคน บางกรณียังช่วยให้ใช้ PAP ได้สบายขึ้นด้วย
ถึงจะหายใจทางจมูกได้ดีขึ้น ก็ยังสรุปไม่ได้ว่า OSA หายแล้วครับ เพราะทางเดินหายใจอาจอุดกั้นได้หลายตำแหน่ง และต้องติดตามอย่างเหมาะสมจึงจะยืนยันได้ว่าควบคุม OSA ได้แล้ว[2]
เครื่อง PAP/CPAP
เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Positive Airway Pressure: PAP) ส่งลมที่มีแรงดันผ่านหน้ากากเพื่อพยุงทางเดินหายใจไม่ให้ตีบหรือปิดขณะนอน ชนิดที่ใช้แรงดันคงที่เรียกว่า Continuous Positive Airway Pressure (CPAP) ส่วนชนิดที่ปรับแรงดันเองภายในช่วงที่ตั้งไว้ตามการหายใจของผู้ใช้เรียกว่า Automatic Positive Airway Pressure (APAP) ครับ
แนวทาง AASM แนะนำการรักษาด้วย PAP สำหรับผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัย OSA และมีอาการง่วงมากในตอนกลางวันอย่างชัดเจน ส่วนผู้ที่คุณภาพชีวิตด้านการนอนลดลงหรือมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย แนวทางเสนอให้แพทย์พิจารณา PAP ครับ ผู้ที่เริ่มใช้เครื่องควรได้รับคำแนะนำเรื่องหน้ากาก ความชื้น การปรับตัว และการติดตามข้อมูลการใช้งาน[5] ครับ
PAP ไม่ใช่เครื่องให้ออกซิเจน และไม่ควรซื้อมาตั้งแรงดันเองโดยที่ยังไม่ได้รับการประเมิน หากอยากเข้าใจชนิดของเครื่องและการทำงาน ดูต่อได้ที่ CPAP คืออะไร
เครื่องมือในช่องปาก
เครื่องมือเลื่อนขากรรไกรล่าง หรือ Mandibular Advancement Device ช่วยเลื่อนขากรรไกรล่างและลิ้นมาด้านหน้า เพื่อให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะหลับ
สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการรักษาอาการกรนธรรมดา (primary snoring) แพทย์ด้านการนอนหลับควรยืนยันก่อนว่าไม่มี OSA แล้วจึงพิจารณาสั่งเครื่องมือ ส่วนผู้ใหญ่ที่มี OSA อาจพิจารณาเครื่องมือนี้เมื่อทน CPAP ไม่ได้หรือต้องการทางเลือกอื่น โดยควรเป็นอุปกรณ์ทำเฉพาะบุคคลที่ปรับระดับได้และอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ที่มีความรู้ด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ ควรติดตามผลกับทันตแพทย์ และให้แพทย์ด้านการนอนหลับพิจารณาตรวจติดตามเพื่อยืนยันประสิทธิผลตามความเหมาะสม[6] ครับ
ระหว่างใช้เครื่องมือ ต้องติดตามเรื่องการสบฟันและอาการปวดขากรรไกร รวมถึงประเมินว่าเครื่องมือได้ผลหรือไม่ เพราะเสียงกรนที่เบาลงอย่างเดียวไม่พอที่จะยืนยันว่าควบคุม OSA ได้แล้ว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เครื่องมือในช่องปากแบบปรับระดับได้
การรักษาด้วยท่านอน
ผู้ที่กรนหรือมี OSA บางคน ทางเดินหายใจจะอุดกั้นมากขึ้นตอนนอนหงาย เรียกว่า positional snoring หรือ positional OSA ครับ สำหรับผู้ที่มี OSA การรักษาด้วยท่านอนจึงควรพิจารณาเมื่อผลตรวจยืนยันว่าอาการสัมพันธ์กับท่านอน [7,8] ไม่ควรเลือกจากเสียงกรนหรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้ใหญ่ที่ผลตรวจยืนยันว่าเป็น OSA ระดับไม่รุนแรงถึงปานกลางที่สัมพันธ์กับท่านอน อาจพิจารณาการรักษาด้วยท่านอนเมื่อวิธีอื่นไม่เหมาะหรือทนไม่ได้ ส่วนใน OSA ระดับรุนแรง แนวทาง NICE NG202 ระบุว่าการรักษาด้วยท่านอนไม่น่ามีประสิทธิผลเพียงพอ จึงไม่ควรใช้แทนการรักษาหลักโดยไม่ได้รับการประเมินครับ[7,8]
หลังเริ่มรักษาด้วยท่านอน ควรติดตามอาการและประเมินผลการรักษาตามความเหมาะสม เพราะเสียงกรนที่เบาลงยังบอกไม่ได้ว่าควบคุม OSA ได้แล้ว
การผ่าตัด
การผ่าตัดมีหลายแบบ ตั้งแต่การแก้ปัญหาจมูก การผ่าตัดทอนซิล ไปจนถึงการแก้โครงสร้างของเพดานอ่อน ลิ้น หรือขากรรไกร แพทย์จะพิจารณาตำแหน่งอุดกั้น ความรุนแรงของ OSA สุขภาพโดยรวม และผลของการรักษาด้วยวิธีอื่นที่ผ่านมา
สำหรับผู้ใหญ่ที่มี OSA การส่งปรึกษาศัลยแพทย์ด้านการนอนหลับอาจเหมาะในบางกรณี เช่น ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (PAP) ไม่ได้ ไม่ต้องการใช้เครื่อง PAP มีผลข้างเคียงจากแรงดันจนใช้ไม่สม่ำเสมอ หรือมีโครงสร้างผิดปกติที่ควรประเมินเฉพาะทาง การส่งปรึกษาไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องผ่าตัด และต้องพิจารณาตำแหน่งอุดกั้น สุขภาพโดยรวม และทางเลือกอื่นร่วมกัน[9] ครับ
ผลของการผ่าตัดต่างกันไปตามสาเหตุและวิธีผ่าตัด เสียงกรนอาจกลับมาได้ และผู้ที่มี OSA อาจต้องตรวจติดตามหลังรักษา
เลือกวิธีแก้นอนกรนให้เหมาะกับอาการ
ถ้ากรนเป็นบางครั้งและไม่มีอาการหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก สำลัก หรือง่วงมากผิดปกติ อาจเริ่มจากนอนตะแคง ลดแอลกอฮอล์ ดูแลน้ำหนักเมื่อมีน้ำหนักเกิน งดสูบบุหรี่ และแก้คัดจมูกตามสาเหตุครับ ระหว่างนั้นควรสังเกตทั้งความถี่ของการกรน คุณภาพการนอน และอาการตอนกลางวัน ไม่ใช่ดูแค่ว่าเสียงกรนเบาลงหรือไม่
ถ้ากรนบ่อย มีคนเห็นว่าหยุดหายใจ หรือกลางวันง่วงมาก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินก่อนเลือกอุปกรณ์ ส่วนผู้ที่ตรวจพบ OSA แล้ว ควรเลือกการรักษาและติดตามผลร่วมกับแพทย์ โดยพิจารณาจากผลตรวจ อาการ โรคร่วม และความเหมาะสมของแต่ละคน หลักการคัดกรองนี้สอดคล้องกับข้อมูลสำหรับผู้มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ[3] ครับ
อุปกรณ์แก้นอนกรนที่ขายทั่วไป ใช้ได้แค่ไหน
อุปกรณ์แก้นอนกรนมีหลายชนิด ตั้งแต่แผ่นแปะจมูก อุปกรณ์ถ่างจมูก สายรัดคาง หมอนจัดท่านอน ไปจนถึงเครื่องมือในช่องปาก แต่ละชนิดแก้ปัญหาคนละตำแหน่ง จึงไม่ควรคาดหวังว่าอุปกรณ์ชิ้นเดียวจะเหมาะกับทุกคนครับ
ก่อนซื้อ ลองตอบคำถามสามข้อนี้ให้ได้
1. อุปกรณ์นี้แก้ปัญหาจุดไหน: การอุดกั้นที่จมูก ท่านอน หรือการอุดกั้นบริเวณลำคอ 2. คุณมีสัญญาณที่ควรตรวจหา OSA หรือไม่ 3. ถ้าใช้แล้วเสียงกรนเบาลง จะติดตามอย่างไรให้รู้ว่าการหายใจขณะหลับดีขึ้นจริง
หากเป็นเครื่องมือแบบเลื่อนขากรรไกร ควรระวังผลต่อข้อต่อขากรรไกร ฟัน และการสบฟัน ส่วนอุปกรณ์สำเร็จรูปที่ซื้อมาใช้เองไม่เทียบเท่ากับอุปกรณ์ที่ทำเฉพาะบุคคล ปรับระดับ และติดตามผลโดยทันตแพทย์[6] อ่านภาพรวมได้ที่ อุปกรณ์แก้นอนกรนมีกี่แบบและเลือกอย่างไร
คำถามที่พบบ่อยเรื่องนอนกรนและ OSA
นอนกรนเสียงดังทุกคืนอันตรายไหม
ความดังอย่างเดียวบอกความรุนแรงของ OSA ไม่ได้ครับ แต่ถ้ากรนดังเป็นประจำและมีอาการหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก ง่วงกลางวัน หรือตื่นไม่สดชื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน[3]
หนุนหมอนสูงช่วยแก้นอนกรนได้ไหม
การยกศีรษะหรือใช้หมอนที่ช่วยจัดท่านอนอาจช่วยลดการกรนได้เพียงบางคน โดยเฉพาะผู้ที่กรนมากตอนนอนหงายหรือมีอาการคัดจมูก แต่หมอนหรือการจัดท่านอนใช้ยืนยันการวินิจฉัย OSA ไม่ได้ [1,2] ครับ หากมีคนเห็นว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก หรือสำลักขณะหลับ หรือรู้สึกง่วงมากผิดปกติ ควรพบแพทย์[1]
มียาแก้นอนกรนโดยตรงหรือไม่
ยังไม่มียาตัวไหนที่รักษาการกรนได้ทุกสาเหตุครับ ยาอาจช่วยเมื่อมีปัญหาเฉพาะ เช่น ภูมิแพ้จมูก แต่ต้องเลือกตามสาเหตุ โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ ไม่ควรซื้อยานอนหลับมาใช้เองโดยหวังว่าจะหลับสนิทขึ้น เพราะอาจทำให้อาการกรนหรือ OSA แย่ลงในบางคน [1]
เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดคงที่ (CPAP) ช่วยให้นอนกรนหายไหม
ในผู้ที่มี OSA และมีข้อบ่งชี้ เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก เช่น CPAP ช่วยพยุงทางเดินหายใจให้เปิดขณะหลับ จึงมักทำให้เสียงกรนจากการอุดกั้นลดลงด้วยครับ แต่ CPAP ไม่ใช่คำตอบสำหรับคนที่กรนทุกคน และควรได้รับการวินิจฉัยก่อน แล้วจึงตั้งค่าเครื่องให้เหมาะสม[5]
ใช้เครื่องมือในช่องปากแล้วเสียงกรนเบาลง แปลว่ารักษาสำเร็จหรือยัง
ยังสรุปจากเสียงกรนอย่างเดียวไม่ได้ครับ โดยเฉพาะผู้ที่มี OSA ควรติดตามผลกับแพทย์และทันตแพทย์ รวมถึงตรวจประเมินผล[6] เพื่อยืนยันว่าควบคุมการหายใจขณะหลับได้เหมาะสม
นอนกรนรักษาให้หายขาดได้ไหม
รับประกันไม่ได้ว่าทุกคนจะหายขาดครับ การนอนกรนจะลดลงมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสาเหตุ บางคนอาการลดลงหลังปรับพฤติกรรมหรือรักษาปัญหาโครงสร้างที่ชัดเจน ขณะที่บางคนต้องใช้อุปกรณ์หรือรักษาต่อเนื่อง เป้าหมายที่เหมาะสมคือควบคุมการอุดกั้น ลดอาการ และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น[1]
ถ้าลองปรับพฤติกรรมแล้ว ควรรอนานแค่ไหนก่อนพบแพทย์
ไม่มีระยะเวลาตายตัวว่าต้องรอนานแค่ไหนก่อนพบแพทย์ครับ หากมีคนเห็นว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก หรือสำลักขณะหลับ หรือรู้สึกง่วงมากผิดปกติ ง่วงขณะขับรถ หรือนอนครบแล้วยังอ่อนเพลีย ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอ และควรหลีกเลี่ยงการขับรถเมื่อความง่วงกระทบความปลอดภัย
ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้และกรนไม่รุนแรง อาจลองนอนตะแคง ลดแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ดูแลน้ำหนักเมื่อมีน้ำหนักเกิน และแก้คัดจมูกตามสาเหตุ โดยทำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมจดไว้ว่ากรนบ่อยแค่ไหนและมีอาการอะไรตอนกลางวัน หากยังกรนต่อเนื่อง กรนจนรบกวนการใช้ชีวิต หรือไม่แน่ใจว่าเป็น OSA หรือไม่ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุ[1]
สรุปวิธีแก้นอนกรนและแนวทางประเมิน OSA
วิธีแก้นอนกรนที่ดีควรเริ่มจากการหาสาเหตุ และประเมินว่ามี OSA ร่วมด้วยหรือไม่ครับ หากกรนไม่รุนแรงและไม่มีอาการเตือน คุณอาจเริ่มจากปรับท่านอน ลดแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ดูแลน้ำหนักเมื่อมีน้ำหนักเกิน และรักษาอาการคัดจมูกตามสาเหตุ [1,3]
ถ้ามีคนเห็นว่าหยุดหายใจหรือสะดุ้งเฮือกขณะหลับ หรือรู้สึกง่วงมากในตอนกลางวัน หรือตื่นมาไม่สดชื่นเป็นประจำ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินก่อนเลือกอุปกรณ์[2] การรักษาอาจเป็นเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก เช่น CPAP เครื่องมือในช่องปาก การดูแลปัจจัยเสี่ยง หรือการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย โดยต้องเลือกให้เหมาะกับแต่ละคนและติดตามผลหลังรักษาครับ
ข้อมูลเรื่องการนอนกรนและ OSA ในหน้านี้เป็นข้อมูลทั่วไป ใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลไม่ได้ หากมีอาการผิดปกติหรือโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลคุณ
เอกสารอ้างอิง
- NHS. Snoring. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- Kapur VK, et al. Clinical Practice Guideline for Diagnostic Testing for Adult Obstructive Sleep Apnea. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2017. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- NHS. Sleep apnoea. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- Hudgel DW, et al. The Role of Weight Management in the Treatment of Adult Obstructive Sleep Apnea. American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine. 2018. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- Patil SP, et al. Treatment of Adult Obstructive Sleep Apnea with Positive Airway Pressure. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2019. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- Ramar K, et al. Treatment of Obstructive Sleep Apnea and Snoring with Oral Appliance Therapy. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2015. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- NICE. Obstructive sleep apnoea/hypopnoea syndrome and obesity hypoventilation syndrome in over 16s (NG202). 2021. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- Randerath W, et al. European Respiratory Society guideline on non-CPAP therapies for obstructive sleep apnoea. European Respiratory Review. 2021. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- Kent D, et al. Referral of Adults with Obstructive Sleep Apnea for Surgical Consultation. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2021. ตรวจสอบเมื่อ 8 สิงหาคม 2026
- National Heart, Lung, and Blood Institute. Sleep Apnea and Women. ตรวจสอบเมื่อ 3 ตุลาคม 2026


