BiPAP คืออะไร ต่างจาก CPAP อย่างไร และแพทย์พิจารณาใช้เมื่อใด

อัปเดตล่าสุด:

ชายสวมหน้ากากเครื่องช่วยหายใจขณะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ข้าง ๆ

คำว่า BiPAP เป็นคำค้นที่คนทั่วไปคุ้นเคย บทความนี้ใช้คำนี้เพื่อช่วยให้ค้นหาเนื้อหาได้ง่าย ส่วนคำทางการแพทย์สำหรับเครื่องแรงดัน 2 ระดับคือ bilevel positive airway pressure หรือ BPAP เครื่องชนิดนี้แยกแรงดันช่วงหายใจเข้าและหายใจออก1 ต่างจากเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกแบบต่อเนื่อง (continuous positive airway pressure: CPAP) ที่ส่งแรงดันต่อเนื่องระดับเดียวตามค่าที่ทีมรักษากำหนด1

จำง่าย ๆ ว่า BiPAP มีแรงดัน 2 ระดับ ส่วน CPAP มีแรงดันต่อเนื่องระดับเดียว แต่ความต่างนี้ไม่ได้แปลว่า BiPAP ดีกว่าสำหรับทุกคนครับ บทความนี้จะช่วยให้คุณผู้อ่านเข้าใจหลักการและเตรียมคำถามไปคุยกับทีมรักษา ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัย เลือกเครื่อง หรือตั้งแรงดันด้วยตัวเอง

BiPAP คืออะไร

BPAP ย่อมาจาก bilevel positive airway pressure หมายถึงการใช้แรงดัน 2 ระดับ โดยระดับหนึ่งช่วยช่วงหายใจเข้าและอีกระดับใช้ช่วงหายใจออก1,6 เครื่องนี้อยู่ในกลุ่มการรักษาด้วยแรงดันบวกในทางเดินหายใจ (positive airway pressure: PAP) เช่นเดียวกับ CPAP

บทความนี้ใช้คำว่า BiPAP ในชื่อเรื่องตามคำที่ผู้อ่านคุ้นเคย แต่ภาษาทางการแพทย์จะใช้คำว่า bilevel PAP ชื่อเครื่องบอกเพียงรูปแบบแรงดัน ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นโรคอะไรหรือควรใช้เครื่องชนิดใด หากยังไม่รู้สาเหตุของอาการ ควรเริ่มจากการตรวจประเมินก่อน

แรงดันช่วงหายใจเข้า (IPAP) และแรงดันช่วงหายใจออก (EPAP) คืออะไร

แรงดันช่วงหายใจเข้า (inspiratory positive airway pressure: IPAP) คือแรงดันที่เครื่องส่งตอนหายใจเข้า ส่วนแรงดันช่วงหายใจออก (expiratory positive airway pressure: EPAP) คือแรงดันที่เครื่องส่งตอนหายใจออก6

บทความนี้ใช้คำว่า การช่วยหายใจแบบไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ (noninvasive ventilation: NIV) เป็นคำหลักตลอดบทความ ในบริบทนี้หมายถึงการช่วยหายใจด้วยแรงดันบวกโดยไม่ใส่ท่อเข้าไปในหลอดลม โดยทั่วไปเครื่องจะส่งแรงดันผ่านหน้ากากที่ครอบจมูก หรือครอบทั้งจมูกและปาก6,7

สำหรับผู้ที่มีภาวะหายใจตื้นเรื้อรัง หรือ chronic alveolar hypoventilation (CAH) คำนี้หมายถึงหายใจได้ไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่วนระยะที่อาการคงที่ หมายถึงช่วงที่ไม่ได้กำลังทรุดหรือกำเริบเฉียบพลัน ทีมรักษาจะเลือกหน้ากากและแรงดันให้เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละคน6 คำเหล่านี้มีไว้ช่วยให้คุณอ่านเอกสารและคุยกับทีมรักษา ไม่ใช่ใช้หาตัวเลขมาตั้งเอง

BiPAP ต่างจาก CPAP อย่างไร

CPAP ส่งแรงดันต่อเนื่องระดับเดียวตามค่าที่ทีมรักษากำหนด ส่วน BiPAP แยกแรงดันช่วงหายใจเข้าและหายใจออก1 นี่เป็นเพียงความต่างของวิธีส่งแรงดัน จึงยังใช้ตัดสินไม่ได้ว่าเครื่องไหนเหมาะกับคุณมากกว่ากัน

แผนภาพเปรียบเทียบ CPAP ที่ส่งแรงดันต่อเนื่องระดับเดียว กับ BiPAP/BPAP ที่แยกแรงดันช่วงหายใจเข้า IPAP และช่วงหายใจออก EPAP โดยไม่แสดงค่าตัวเลขหรือแนะนำให้ตั้งเครื่องเอง
CPAP และ BiPAP/BPAP ต่างกันที่รูปแบบการส่งแรงดัน แต่ความต่างนี้ยังใช้ตัดสินไม่ได้ว่าเครื่องใดเหมาะกับแต่ละคนมากกว่า ทีมรักษาต้องประเมินและตั้งค่าให้เหมาะสม1,6

สำหรับการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (obstructive sleep apnea: OSA) ในผู้ใหญ่โดยทั่วไป สมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Sleep Medicine: AASM) มีข้อเสนอแนะอย่างมีเงื่อนไขว่า แพทย์ควรเลือกใช้ CPAP หรือเครื่องปรับแรงดันอัตโนมัติ (auto-adjusting positive airway pressure: APAP) มากกว่า BPAP และระบุว่าควรวินิจฉัยด้วยการตรวจการนอนหลับที่เหมาะสม พร้อมติดตามหลังเริ่มรักษา2

คำว่า ข้อเสนอแนะอย่างมีเงื่อนไข ฟังดูเป็นภาษาวิชาการ แต่ความหมายง่าย ๆ คือ แพทย์ยังต้องดูข้อมูลของแต่ละคน ไม่ใช่กฎตายตัวครับ และไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้ BiPAP2 ในผู้ป่วย OSA ที่เป็นผู้ใหญ่บางราย แพทย์อาจพิจารณา BiPAP เมื่อต้องใช้แรงดันรักษาสูงกว่า 20 เซนติเมตรน้ำ (cm H₂O) ซึ่งเครื่อง CPAP ทั่วไปมักส่งไม่ได้ หรือเมื่อผู้ป่วยยังทนแรงดันสูงของ CPAP/APAP ไม่ได้ แม้ทีมรักษาจะช่วยแก้ปัญหาและใช้ระบบลดแรงดันขณะหายใจออกแล้ว2 ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลให้ทีมรักษาใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ค่าที่ควรนำไปตั้งเครื่องเองครับ การเป็น OSA หรือกรนดังจึงไม่ทำให้ BiPAP เป็นตัวเลือกแรกโดยอัตโนมัติ แพทย์ต้องดูผลตรวจ อาการ โรคร่วม และข้อมูลติดตามร่วมกัน หากต้องการอ่านพื้นฐานเพิ่มเติม ดูได้ที่ CPAP คืออะไร

BiPAP ต่างจาก CPAP อย่างไร
ประเด็น CPAP BiPAP/BPAP
รูปแบบแรงดัน แรงดันต่อเนื่องระดับเดียวตามแผนที่กำหนด1 แยกแรงดันช่วงหายใจเข้าและหายใจออก1
บทบาทในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) ในผู้ใหญ่โดยทั่วไป AASM มีข้อเสนอแนะอย่างมีเงื่อนไขว่า แพทย์ควรเลือกใช้ CPAP หรือ APAP มากกว่า BPAP2 ไม่ใช่ตัวเลือกแรกโดยอัตโนมัติสำหรับ OSA ในผู้ใหญ่โดยทั่วไป2
สิ่งที่ไม่ควรทำ สำหรับ OSA ในผู้ใหญ่ ไม่ควรเลือกโหมดหรือปรับแรงดันเอง ควรให้ทีมรักษาติดตามและช่วยแก้ปัญหา2 สำหรับภาวะหายใจตื้นเรื้อรังระยะที่อาการคงที่ ไม่ควรปรับ IPAP/EPAP เอง ควรให้ทีมที่ผ่านการฝึกดูแล6

แพทย์อาจพิจารณา BiPAP ในกรณีใด

แพทย์จะไม่เลือก BiPAP จากอาการเพียงข้อเดียว แต่จะดูว่าเป็นโรคอะไร ผลตรวจบอกอะไร ต้องการช่วยเรื่องใด และจะติดตามผลอย่างไร การใช้ CPAP แล้วไม่สบายจึงไม่ได้แปลว่าขั้นต่อไปต้องเป็น BiPAP เสมอ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA)

สำหรับการรักษา OSA ในผู้ใหญ่โดยทั่วไป AASM มีข้อเสนอแนะอย่างมีเงื่อนไขว่า แพทย์ควรเลือกใช้ CPAP หรือ APAP มากกว่า BPAP2 หากใช้ CPAP แล้วไม่สบาย หรือข้อมูลจากเครื่องยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ควรให้ทีมรักษาหาสาเหตุก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเครื่อง สำหรับผู้ป่วยส่วนน้อย แพทย์อาจทดลองใช้ BiPAP เมื่อแรงดันที่จำเป็นสูงเกินขีดจำกัดของ CPAP/APAP หรือเมื่อยังทนแรงดันสูงไม่ได้ แม้ทีมรักษาจะช่วยแก้ปัญหาและใช้ระบบลดแรงดันขณะหายใจออกแล้ว2

ภาวะหายใจตื้นจากโรคอ้วน (obesity hypoventilation syndrome: OHS)

ภาวะหายใจตื้นจากโรคอ้วน หรือ OHS ต้องให้แพทย์ตรวจและประเมิน ไม่สามารถตัดสินจากน้ำหนัก ความง่วง หรือเสียงกรนเพียงอย่างเดียวครับ สมาคมโรคทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา (American Thoracic Society: ATS) อธิบายว่า แผนรักษาอาจใช้ CPAP หรือ NIV แบบแรงดัน 2 ระดับ โดยแพทย์จะเลือกให้เหมาะกับแต่ละคน1

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease: COPD)

สำหรับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ COPD ต้องแยกช่วงที่โรคกำเริบออกจากการดูแลระยะยาว ในช่วงกำเริบ สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลของสหราชอาณาจักร (National Institute for Health and Care Excellence: NICE) ระบุว่า แพทย์อาจใช้ NIV เมื่อมีคาร์บอนไดออกไซด์คั่งจนเลือดเป็นกรดและการรักษาที่เหมาะสมแล้วยังไม่เพียงพอ การดูแลนี้ต้องทำในสถานที่ที่พร้อมและมีบุคลากรที่ชำนาญ3

ส่วนผู้ป่วย COPD ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงเรื้อรังและอาการคงที่ ATS มีข้อเสนอแนะอย่างมีเงื่อนไขว่า แพทย์อาจพิจารณา NIV ในตอนกลางคืน ร่วมกับการรักษาตามปกติ4 ถ้าเพิ่งนอนโรงพยาบาลเพราะโรคกำเริบร่วมกับภาวะหายใจล้มเหลวและคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง แนวทางเสนอว่าไม่ควรเริ่ม NIV ระยะยาวระหว่างการนอนโรงพยาบาล แต่ให้ทีมรักษาประเมินซ้ำ 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังภาวะเฉียบพลันคลี่คลาย4

ดังนั้น COPD ไม่ได้แปลว่าต้องใช้ BiPAP ทุกคน แพทย์ต้องเลือกชนิดเครื่อง โหมด และค่าของ NIV ตามสถานการณ์ของแต่ละคน ไม่ควรเริ่มหรือปรับเองครับ

OSA, OHS และ COPD ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่เช็กลิสต์วินิจฉัยตัวเอง หากผู้ป่วย COPD มีอาการกำเริบและหายใจลำบากมาก ให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอปรับเครื่องที่บ้าน3

การประเมิน ตั้งค่า และติดตาม BiPAP ควรทำอย่างไร

ก่อนใช้ BiPAP ทีมรักษาต้องรู้ก่อนว่ากำลังรักษาอะไรและต้องการให้เครื่องช่วยเรื่องใด สำหรับ OSA ในผู้ใหญ่ ควรมีการวินิจฉัยด้วยการตรวจที่เหมาะสมและติดตามหลังเริ่มใช้ PAP2 ส่วนการปรับ NIV ในผู้ที่มีภาวะหายใจตื้นเรื้อรังในระยะที่อาการคงที่ ควรทำโดยทีมที่มีประสบการณ์และติดตามผลต่อเนื่อง6

ก่อนเริ่มหรือเปลี่ยนแผน ควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้ให้ทีมรักษาดู ไม่ใช่นำไปใช้เลือกเครื่องหรือตั้งค่าเอง2,6

  • ผลตรวจการนอนหลับ ผลตรวจการหายใจ หรือเอกสารที่แพทย์ใช้วินิจฉัย
  • รายชื่อโรคประจำตัว ยา เครื่องช่วยหายใจ และออกซิเจนที่ใช้อยู่
  • รุ่นเครื่อง โหมด และค่าปัจจุบันตามใบสั่งหรือแผนการรักษา
  • ข้อมูลจากเครื่อง เช่น ชั่วโมงใช้งาน หน้ากากรั่ว และเหตุการณ์ที่เครื่องรายงาน
  • อาการหรือปัญหาที่เกิดหลังเริ่มใช้ พร้อมเวลาที่เกิด

สำหรับผู้ที่ใช้ NIV เพราะมีภาวะหายใจตื้นเรื้อรังในระยะที่อาการคงที่ ทีมที่ผ่านการฝึกควรติดตามการใช้เครื่อง ผลข้างเคียง การหายใจ และระดับออกซิเจน6 คำแนะนำนี้ไม่ครอบคลุมผู้ป่วย COPD และไม่ใช่เกณฑ์ว่าใครควรเริ่ม NIV ครับ

ทีมรักษาอาจตรวจเรื่องหน้ากากรั่ว ความแห้งหรือคัดจมูก และความสบายในการใช้เครื่อง6 หากมีปัญหา ให้จดว่าเกิดอะไรและเกิดเมื่อใด แล้วนำไปคุยกับทีมรักษา ไม่ควรลองปรับหลายอย่างพร้อมกันเอง

สำหรับผู้ที่ใช้ NIV เพราะมีภาวะหายใจตื้นเรื้อรังในระยะที่อาการคงที่ ทีมรักษาจะประเมินเรื่องออกซิเจนแยกจากการตั้งเครื่อง ไม่ใช่ทุกคนต้องใช้6 หากแพทย์สั่งให้ใช้ออกซิเจนร่วมกัน ให้ต่ออุปกรณ์และใช้อัตราการไหลตามที่กำหนด ไม่ควรต่อ เพิ่ม หรือเปลี่ยนเอง

สิ่งที่ BiPAP อาจช่วยได้ และข้อจำกัดที่ต้องรู้

สำหรับการรักษา OSA ในผู้ใหญ่โดยทั่วไป BiPAP ไม่ใช่ตัวเลือกแรกโดยอัตโนมัติ2 ส่วนผู้ที่ใช้ NIV เพราะมีภาวะหายใจตื้นเรื้อรังในระยะที่อาการคงที่ ต้องติดตามข้อมูลจากเครื่อง ผลข้างเคียง การหายใจ และระดับออกซิเจน6 จึงไม่ควรคาดหวังผลแบบเดียวกันในทุกคน หรือเชื่อคำรับประกันว่าใช้แล้วจะนอนดีขึ้น หายเหนื่อย เลิกกรน หรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้แน่นอน

  • BiPAP ไม่ใช่คำวินิจฉัย และไม่ควรเลือกจากอาการเพียงอย่างเดียว สำหรับการรักษา OSA ในผู้ใหญ่โดยทั่วไป AASM ยังมีข้อเสนอแนะอย่างมีเงื่อนไขว่า แพทย์ควรเลือกใช้ CPAP หรือ APAP มากกว่า BPAP2
  • สำหรับผู้ที่ใช้ NIV เพราะมีภาวะหายใจตื้นเรื้อรังในระยะที่อาการคงที่ ทีมรักษาต้องดูทั้งข้อมูลจากเครื่อง ผลข้างเคียง การหายใจ ระดับออกซิเจน หน้ากากรั่ว และความไม่สบาย6

ควรนำทั้งอาการและข้อมูลจากเครื่องไปคุยกับทีมรักษา ไม่ควรใช้ข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวเพื่อตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องหรือปรับค่า

ก่อนตัดสินใจ ควรถามทีมรักษาอะไรบ้าง

คำถามเหล่านี้ช่วยให้คุณเข้าใจแผนรักษาได้ชัดขึ้น

  1. ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอะไร และผลตรวจข้อใดสนับสนุนการวินิจฉัยนี้
  2. เครื่องต้องช่วยเรื่องใด เช่น เปิดทางเดินหายใจหรือช่วยให้หายใจได้เพียงพอ
  3. เพราะเหตุใดทีมรักษาจึงเลือก CPAP, APAP, BiPAP หรือวิธีอื่น
  4. ใครเป็นผู้ตั้งและทบทวนค่า IPAP, EPAP โหมด และอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน
  5. ต้องติดตามผลเมื่อใด และควรนำข้อมูลอะไรไปด้วย
  6. หากหน้ากากรั่ว อึดอัด ปากแห้ง หรือนอนไม่ได้ ควรติดต่อใคร และระหว่างรอทำอะไรได้อย่างปลอดภัย
  7. อาการแบบใดควรนัดเร็วกว่ากำหนด หรือควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
  8. หลังแพทย์ยืนยันว่าจำเป็นต้องใช้แล้ว ควรตรวจรายละเอียดเรื่องเครื่อง หน้ากาก การรับประกัน และบริการอะไรบ้าง

การเลือกผู้จำหน่ายเป็นเรื่องอุปกรณ์และบริการ ส่วนการวินิจฉัยและเลือกวิธีรักษาเป็นหน้าที่ของแพทย์ ควรแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ BiPAP

ทำไมบทความนี้ใช้ทั้งคำว่า BiPAP และ BPAP

บทความนี้ใช้คำว่า BiPAP ในชื่อเรื่องเพราะเป็นคำที่ผู้อ่านคุ้นเคย ส่วน BPAP ย่อมาจาก bilevel positive airway pressure หมายถึงเครื่องที่แยกแรงดันช่วงหายใจเข้าและหายใจออก1,6 ในเนื้อหาทางการแพทย์จึงมักพบคำว่า BPAP หรือ bilevel PAP

BiPAP ดีกว่า CPAP หรือไม่

ไม่ครับ เครื่องที่เหมาะขึ้นอยู่กับปัญหาที่กำลังรักษา สำหรับผู้ใหญ่ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) แนวทางของสมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งสหรัฐอเมริกาให้น้ำหนัก CPAP หรือเครื่องปรับแรงดันอัตโนมัติ (APAP) มากกว่าเครื่องแรงดันสองระดับ (BPAP หรือ BiPAP) แต่เป็นคำแนะนำที่แพทย์ต้องพิจารณาตามข้อมูลของแต่ละคน2 แพทย์อาจพิจารณา BiPAP เมื่อแรงดันที่จำเป็นสูงเกินขีดจำกัดของ CPAP/APAP หรือเมื่อยังทนแรงดันสูงไม่ได้ แม้ทีมรักษาจะช่วยแก้ปัญหาและใช้ระบบลดแรงดันขณะหายใจออกแล้ว2

นอนกรนอย่างเดียวควรใช้ BiPAP หรือไม่

ไม่ควรเลือก BiPAP จากเสียงกรนเพียงอย่างเดียวครับ การรักษาด้วยแรงดันบวกในทางเดินหายใจ (PAP) ควรเริ่มจากการวินิจฉัยและประเมินอย่างเหมาะสม2 หากกรนร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ควรจดข้อมูลไปคุยกับแพทย์แทนการเลือกเครื่องเอง

ตั้งค่า BiPAP เองได้หรือไม่

ไม่ควรตั้งหรือปรับแรงดันช่วงหายใจเข้า (IPAP), แรงดันช่วงหายใจออก (EPAP), โหมด หรือค่าอื่นเอง สำหรับผู้ที่ใช้การช่วยหายใจแบบไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ (NIV) เพราะมีภาวะหายใจตื้นเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงหายใจได้ไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นเวลานาน และอยู่ในช่วงที่อาการคงที่ คือไม่ได้กำลังทรุดหรือกำเริบเฉียบพลัน ทีมที่ผ่านการฝึกต้องติดตามเป้าหมายการรักษา การหายใจ ระดับออกซิเจน อาการ และข้อมูลจากเครื่อง6 หากเป็นโรคหรือสถานการณ์อื่น ต้องใช้แนวทางที่ตรงกับปัญหานั้น

ถ้าใช้ CPAP ไม่สบาย ควรเปลี่ยนเป็น BiPAP เองหรือไม่

ไม่ควรเปลี่ยนเองครับ สำหรับผู้ใหญ่ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) หากยังทนแรงดันสูงของ CPAP ไม่ได้ แม้ทีมรักษาจะช่วยแก้ปัญหาและใช้ระบบลดแรงดันขณะหายใจออกแล้ว แพทย์จึงอาจทดลองใช้ BiPAP ในผู้ป่วยบางราย2

ใช้ BiPAP ต้องใช้ออกซิเจนร่วมด้วยทุกคนหรือไม่

ไม่ใช่ครับ สำหรับผู้ที่ใช้การช่วยหายใจแบบไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ (NIV) เพราะหายใจได้ไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นเวลานานและอยู่ในช่วงที่อาการคงที่ ทีมรักษาจะประเมินเรื่องออกซิเจนแยกจากการตั้งเครื่องช่วยหายใจ ไม่ใช่ทุกคนต้องใช้6 ไม่ควรต่อออกซิเจนหรือเปลี่ยนอัตราการไหลเอง

หากใช้ BiPAP ควรนำข้อมูลอะไรไปคุยเมื่อติดตาม

ถ้าใช้แรงดันบวกในทางเดินหายใจ (PAP) รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (OSA) ในผู้ใหญ่ ควรติดตามหลังเริ่มรักษา2 ส่วนผู้ที่ใช้การช่วยหายใจแบบไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ (NIV) เพราะมีภาวะหายใจตื้นเรื้อรังในระยะที่อาการคงที่ ต้องติดตามการใช้เครื่อง ผลข้างเคียง การหายใจ และระดับออกซิเจน6 ควรนำผลตรวจ แผนเดิม ข้อมูลจากเครื่อง และบันทึกอาการไปด้วย

สรุป

BPAP เป็นเครื่องแรงดันบวกที่แยกแรงดันช่วงหายใจเข้าและหายใจออก1,6 ส่วน CPAP ส่งแรงดันต่อเนื่องระดับเดียว บทความนี้ใช้คำว่า BiPAP ในชื่อเรื่องตามคำที่ผู้อ่านคุ้นเคย ความต่างของแรงดันไม่ได้บอกว่าเครื่องใดดีที่สุดสำหรับทุกคน

สำหรับ OSA ในผู้ใหญ่โดยทั่วไป AASM มีข้อเสนอแนะอย่างมีเงื่อนไขว่า แพทย์ควรเลือกใช้ CPAP หรือ APAP มากกว่า BPAP แต่ยังต้องดูข้อมูลของแต่ละคนครับ2

สำหรับ OHS แพทย์ต้องยืนยันการวินิจฉัยก่อน แล้วจึงพิจารณา CPAP หรือ NIV แบบแรงดัน 2 ระดับให้เหมาะกับแต่ละคน1 ส่วน COPD ช่วงกำเริบกับช่วงอาการคงที่เป็นคนละสถานการณ์3 สำหรับผู้ป่วย COPD ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงเรื้อรังและอาการคงที่ ATS มีข้อเสนอแนะอย่างมีเงื่อนไขว่า แพทย์อาจพิจารณา NIV ตอนกลางคืนร่วมกับการรักษาตามปกติ4

ขั้นตอนที่ปลอดภัยคือ นำผลตรวจ แผนเดิม ข้อมูลจากเครื่อง และอาการไปคุยกับทีมรักษา ถามให้ชัดว่าเป็นโรคอะไร เครื่องต้องช่วยเรื่องใด ใครเป็นผู้ตั้งค่า และจะติดตามผลเมื่อใด ไม่ควรเปลี่ยนเครื่อง โหมด แรงดัน หรือเพิ่มออกซิเจนจากข้อมูลในบทความ

แหล่งอ้างอิง

  1. ATS: Obesity Hypoventilation Syndrome
  2. AASM clinical practice guideline on PAP therapy for adult OSA
  3. NICE QS10 quality statement 7: non-invasive ventilation in COPD
  4. Official ATS guideline: long-term NIV in chronic stable hypercapnic COPD
  5. AASM: แนวทางการปรับการช่วยหายใจแบบไม่ใส่ท่อช่วยหายใจในศูนย์การนอนหลับ
  6. รายงานร่วม CHEST/AASM/ATS/AARC เรื่องการใช้ NIV